เล่าสู่กันฟัง : ภูษาไทย …ลายเต่าอันเล่าขาน

49

เป็นประจักษ์โดยทั่วกันว่าสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทุ่มเทพระวรกายพระราชทรัพย์และเวลากับโครงการศิลปาชีพ เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ณ ที่แห่งใดก็ตามจะพระราชทานความช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวบนหลักการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และล้วนแต่เป็นอาชีพซึ่งอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติผ่านโครงการศิลปาชีพต่าง ๆ ดังพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ความว่า

“…การที่ข้าพเจ้าเริ่มงานศิลปาชีพขึ้นนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจน เลี้ยงตนเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้ เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย เช่นฝนแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด เป็นต้น ทำให้ชาวนาชาวไร่เหล่านี้มีฝีมือทางหัตถกรรมส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เขาใช้สอยอยู่ในชีวิตประจำวัน… สิ่งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าเริ่มงานส่งเสริมการทอผ้าไหมขึ้น เพื่อให้ชาวนาชาวไร่นำความสามารถของเขาเองมายกระดับความเป็นอยู่ รวมทั้งเพิ่มพูนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในงานของเขา จนในที่สุดจึงเกิดเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ…”

พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ
พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๓๕

เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม๒๕๕๙ สำนักงาน กปร. ร่วมกับสำนักสิริพัฒนาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้นำนักศึกษาหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ รุ่นที่ ๕ เข้าศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นโครงการศิลปาชีพแห่งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมในโครงการได้ประจักษ์ถึงผลสัมฤทธิ์ของการทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถที่มีพระราชดำริไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ขณะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่า ด้วยทรงเห็นว่าในช่วงมรสุม ครอบครัวชาวประมงซึ่งเป็นราษฎรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะว่างงานประกอบอาชีพไม่ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาครูจากจังหวัดราชบุรีมาสอนทอผ้าและงานจักสานจากป่านศรนารายณ์ พระราชทานกี่ทอผ้าและอุปกรณ์ในการทอผ้าแก่ชาวบ้านและเมื่อมีผลผลิตก็ทรงรับซื้อผ้าของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นไว้ และได้พระราชทานรางวัลเป็นเหรียญทองคำให้แก่นักเรียนทอผ้าที่มีความขยันหมั่นเพียรจำนวน ๑๓ ราย

50

ความเป็นมาของศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่าในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๐๙ เมื่อนายประสิทธิ และนางเจียม ยอดย้อย ได้ทูลเกล้าถวายที่ดิน จำนวน ๓ ไร่เศษ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้ดำเนินการสร้างอาคารศูนย์ฝึกอบรมทอผ้า ทูลเกล้าถวาย จำนวน ๑ หลัง ซึ่งใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี ๒๕๑๑ กรมการพัฒนาชุมชน โดยพัฒนากรอำเภอหัวหิน ได้เข้ามาดูแลกลุ่มทอผ้าเขาเต่า ด้วยการสอนทอผ้า ย้อมสีและการตัดเย็บเสื้อผ้า รวมทั้งการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์

อย่างไรก็ตามศูนย์ฝึกอบรมฯ ได้หยุดการทอผ้าในปี ๒๕๓๖ – ๒๕๔๕ รวม ๙ ปี ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างเช่น ค่าจ้าง จำนวนสมาชิกกลุ่มทอผ้าและขาดการสนับสนุนด้านการตลาดจนกระทั่งในปีพ.ศ. ๒๕๔๕ นักเรียนทอผ้ารุ่นแรก นำโดย นางอมลวรรณ เอี่ยมสำอางค์ประธานกลุ่มสตรีทอผ้าบ้านเขาเต่าคนปัจจุบัน และสมาชิกที่แยกย้ายไปทำงานที่อื่น ได้กลับมาที่บ้านเขาเต่า ช่วยฟื้นฟูและพัฒนาศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองตามพระราชดำริและเปิดศูนย์ทอผ้าขึ้นใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากนายประสงค์ พิทูรกิจจา ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนิพันธ์ ชลวิทย์ นายอำเภอหัวหิน และเทศบาลเมืองหัวหิน และได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า มาจนถึงปัจจุบัน

51

การศึกษาดูงานที่ศูนย์หัตถกรรมฯ ทำให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร นบร. รุ่นที่ ๕ ได้เห็นถึงการส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ในการทอผ้าฝ้ายทอมือด้วยกี่กระตุก ซึ่งเป็นการคงไว้ซึ่งมรดกงานหัตถศิลป์ไทยที่งดงาม เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของชาติ ซึ่งมีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นและประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณและสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถ ในอันที่จะทำให้ราษฎรได้ทั้งอาชีพและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทย

Print