ครั้งหนึ่งในชีวิต : ผ้าไหมแพรวา สืบสานพระราชดำริ

27

แพรวา หรือ ผ้าไหมแพรวา 

เป็นผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ไทยหรือภูไท การทอผ้าแพรวามีมาพร้อมกับวัฒนธรรมของชาวภูไท ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ และการแต่งกาย

จุดกำเนิดของผ้าไหมแพรวา

ชาวภูไทเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นส่วนใหญ่ ผู้หญิงชาวภูไทจะถูกฝึกทอผ้าแพรวาตั้งแต่อายุ ๙ – ๑๕ ปี การทอผ้าไหมแพรวาต้องใช้ภูมิปัญญาในการทอด้วยการเก็บลายหรือเก็บขิดแบบจกเพื่อให้ได้ลวดลายที่โดดเด่น ซึ่งวิธีการทอจะถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเลือกใช้เส้นไหมน้อย หรือไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน ด้วยเหตุนี้ผ้าไหมแพรวาจึงถือว่าเป็นของล้ำค่าและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทย โดยแต่ละครัวเรือนจะมี ผ้าแซ่ว เป็นผ้ามรดกที่ทอลวดลายต่าง ๆ ของผ้าแพรวาเป็นลายแบบดั้งเดิมแต่โบราณที่ทอไว้บนผืนผ้า เพื่อใช้เป็นต้นแบบที่เป็นมรดกที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษของครอบครัว ซึ่งบนผ้าแซ่วผืนหนึ่ง ๆ อาจมีลวดลายมากถึงประมาณกว่าร้อยลาย โดยจะจัดวางลายใดตรงส่วนไหนหรือให้สีใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาจากการวางองค์ประกอบของลวดลายต้นแบบและการให้สีสันของผู้ทอ

อัตลักษณ์ของผ้าไหมแพรวา

นอกจากการจัดวางลายใดตรงส่วนไหนหรือให้สีใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทอจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของผ้าแพรวาแล้ว ผ้าแพรวายังมีลักษณะเฉพาะที่ทออยู่ในปัจจุบัน แบ่งเป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ ผ้าแพรวาลายล่วง ผ้าแพรวาลายจก และผ้าแพรวาลายเกาะ

ผ้าแพรวาลายล่วง หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายเรียบง่าย มีสองสี สีหนึ่งเป็นสีพื้นส่วนอีกสีเป็นลวดลาย
ผ้าแพรวาลายจก หมายถึง ผ้าแพรวาลายล่วงที่มีการเพิ่มความพิเศษโดยการจกเพิ่มดอกเข้าไปในลายล่วงบนผืนผ้า เพื่อแต้มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้นแต่สีจะไม่หลากหลาย สดใสเหมือนแพรวาลายเกาะ
ผ้าแพรวาลายเกาะ หมายถึง ผ้าแพรวาที่มีลวดลายและสีสันหลายสีเกาะเกี่ยวพันกันไป ลวดลายที่ใช้ทอแพรวาลายเกาะส่วนใหญ่เป็นลายดอกใหญ่ซึ่งเป็นลายหลักของการทอผ้าแพรวา อาจจะทอไม่ให้ซ้ำลายกันเลยในแต่ละแนวก็ได้

การผลิตผ้าไหมไทย จึงเป็นภูมิปัญญาไทยที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยที่ต้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป

28

ปฐมบทแห่งการสืบสานวัฒนธรรมผ้าไหมแพรวา

เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยม พสกนิกรชาวอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และทอดพระเนตรเห็นชาวภูไทบ้านโพนแต่งกายแบบผู้ไทยเต็มยศ คือนุ่งผ้าถุงไหมมัดหมี่มีตีนซิ่น สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำและคราม คอตั้ง ผ่าหน้าตลอด ติดแถบสีแดง ห่มสไบผ้าแพรวาสีแดงตามแบบสไบเฉียง หรือเรียกว่า ผ้าเบี่ยง ส่วนผู้ชายชาวภูไทก็นำผ้าแพรวาสีแดงมาคาดเป็นผ้าขาวม้า มารอรับเสด็จ ทรงสนพระราชหฤทัยมาก ได้มีพระราชดำริและทรงไต่ถามจากชาวบ้านได้ความว่า เป็นผ้าที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และลูกหลานได้นำมาใช้สืบต่อกันมาแต่ไม่มีวางขาย หรือมีไม่กี่ครัวเรือนที่มีผ้าแพรวาใช้ เมื่อยามมีงานสำคัญที่ต้องนุ่งจะอาศัยหยิบยืมกันใช้เรื่อยมา ทั้งนี้ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าผ้าแพรวานั้นเป็นเสมือนเพชรในตม เป็นภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่า จึงทรงมีพระเมตตาธิคุณให้นำมาสืบทอดแก่ลูกหลานและพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดรายได้สู่ชุมชน โดยให้ราชเลขานุการในพระองค์นำเส้นไหมมามอบให้แก่ชาวบ้านเพื่อทอถวาย ได้พระราชทานเส้นไหมมาให้แก่ชาวบ้านโพนเพื่อทอผ้าไหมแพรวาและทรงรับการทอผ้าแพรวาไว้ในโครงการศิลปาชีพนับตั้งแต่นั้นมา

29

ผ้าไหมแพรวา สืบสานพระราชปณิธาน

ปัจจุบัน กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนได้จัดตั้งเป็น “สหกรณ์ทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน” ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะรวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแพรวาของสมาชิกใน ๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำม่วง อำเภอสมเด็จ อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอสามชัย เพื่อจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยมีศูนย์รวมอยู่ที่ศิลปาชีพบ้านโพน

สหกรณ์ทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน มีสมาชิกเริ่มก่อตั้งจำนวน ๗๐ คน และเพิ่มเป็น ๔๕๐ คน จนปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน ๘๒๕ คน สมาชิกส่วนใหญ่ในอดีตมีรายได้จากการทำเกษตร เช่น ข้าว และการทอผ้าไหมแพรวา มีรายได้ประมาณปีละ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ปัจจุบันแต่ละครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าว อ้อย มันสำปะหลัง พุทรา และการทอผ้าไหมแพรวา ทำให้มีรายได้ เพิ่มขึ้นปีละ ๖๕,๐๐๐ – ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Print

เรียบเรียงโดย : นางสาวจุไรรัตน์ อินทร์โต
กองประสานงานโครงการพื้นที่ ๒ สำนักงาน กปร.