ในความทรงจำ

05

ในความทรงจำฉบับนี้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้รับเกียรติจาก นายกิจจา ผลภาษี อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. ซึ่งท่านมีโอกาสทำงานสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนองพระราชดำริในด้านน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมากจนทำให้พระองค์ต้องเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ และทุ่มเทพระวรกายอย่างเหน็ดเหนื่อย ทรงซักถาม
ถึงความเป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎร ด้วยทรงเล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ทั้งจากภัยน้ำแล้ง ภัยน้ำท่วมและภัยน้ำเสีย ด้วยแนวพระราชดำริการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน เพื่อให้ราษฎรมีน้ำกินน้ำใช้ที่พอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลเล็งเห็นปัญหานี้ มาก่อนหน้าหลายสิบปีจึงได้วางแนวพระราชดำรัสและโครงการตามพระราชดำริไว้เพื่อให้คนไทยสามารถที่จะพ้นวิกฤตน้ำมาได้ และนี่คือหนึ่งเสียงของผู้สนองงานในหลวงรัชกาลที่ ๙ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ

06

“น้ำ” “จุดเริ่มต้นการสนองพระราชดำริ”

จุดเริ่มต้นคือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาก่อนกรมชลประทานก็เข้ามาสนองเบื้องพระยุคลบาท ในการที่จะสนองพระราชดำริเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เมื่อก่อนน้ำมีปัญหามากตั้งแต่สมัยสำนักงาน กปร. ยังไม่ก่อตั้ง กรมชลประทานโดยท่านอธิบดีตั้งแต่สมัยท่านอธิบดีแสวง พูนสุข พอมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงระหว่างปี ๒๕๑๘ ที่มีงานเกี่ยวกับพัฒนาแหล่งน้ำเข้ามา ท่านอธิบดีก็ได้ตามเสด็จที่จะไปสนองนโยบายเรื่องน้ำ งานเพิ่งเริ่มต้นตอนนั้นก็คงยังไม่มีอะไรมากมาย ต่อมาจากอธิบดีแสวง พูนสุข มาถึงอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ท่านก็เริ่มที่จะติดตาม ตอนนั้นก็มีพระตำหนักภูพิงค์ พระตำหนักภูพาน พระตำหนักทักษิณ และพระตำหนักวังไกลกังวลนั้นมีมานานแล้ว พระองค์ก็เสด็จฯทุกภาคเกือบจะทั้งปี ช่วงนั้นกรมชลประทานก็ได้เริ่มที่เข้ามาสนองพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่มีออกมา รวมทั้งโครงการประจำปีของกรมชลประทานเองเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

“อย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อน…”

โครงการแรกคงจะจำกันได้เป็นโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ตั้งแต่สมัยอธิบดีชูชาติ กำภู ซึ่งนานมากแล้ว ช่วงนั้นก็มีเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าและก็มีโครงการอื่น ๆ เกี่ยวกับถนน เกี่ยวกับอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา งานพัฒนาแหล่งน้ำมีเพิ่มขึ้นมามากก็ตอนสมัยหลังแล้ว ตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ ต่อจากนั้นมาเราก็ขยายงานออกไปตามภาคต่าง ๆ อย่างเช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตอนนั้นผมได้พบ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงาน กปร. ก็มีโครงการเกิดขึ้นมากรมชลประทานกับสำนักงาน กปร. ก็เริ่มที่จะทำงานกันอย่างใกล้ชิด ช่วงนั้นผมย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ ๙ คุมภาคตะวันออกทั้งหมด โครงการที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องในช่วงนั้นก็มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร พร้อมทั้งโครงการพัฒนาที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรี โครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดง จังหวัดระยอง และมีโครงการต่าง ๆ เริ่มทยอยเข้ามามากมาย พอย้ายเข้ามาอยู่ในกรมชลประทาน ทางกรมก็ให้รับผิดชอบงานอื่น ๆ กรมชลประทานได้ตั้งสำนักงานกิจกรรมพิเศษ ซึ่งจะสนองงานโครงการพระราชดำริขึ้นมา ก็จะเห็นว่าตอนนั้นมีท่านอธิบดีเล็ก จินดาสงวน ต่อมาก็ ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ท่านสุพจน์ รุจิรกุล ตามมา เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบในการที่จะติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ส่วนคนอื่นก็ทำงานตามหน้าที่ คือผู้ปฏิบัติ อย่างเช่น โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พอผมเข้ามาเป็นรองอธิบดี ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ในการจัดหาที่ดิน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งไว้ทรงเป็นห่วงมาก พระองค์เคยรับสั่งว่า “อย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อนในการก่อสร้าง” งานต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้งานของกรมชลประทานต้องเข้าไปอย่างเข้มข้น เข้าไปสัมผัสใกล้ชิด เข้าไปแก้ไขปัญหา เข้าไปสนองพระราชดำริต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา

07

“สายพระเนตรกว้างไกล ก่อกำเนิดสายน้ำ หล่อเลี้ยงชีวิตราษฎร”

โครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย อย่างเช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ เช่น ห้วยฮ่องไคร้ ภูพาน ห้วยทราย อ่าวคุ้งกระเบน พิกุลทอง เขาหินซ้อน ก็ได้เกิดขึ้นมา บางแห่งกรมชลประทานก็เข้าไปรับผิดชอบ อย่างเช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บางแห่งกรมชลประทานก็เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนที่จะร่วมทำงาน อย่างเช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่าง ๆ เหล่านี้ งานก็ได้ดำเนินการสืบเนื่องมา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็ได้ขยายออกไปมากมาย มีกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ มีโครงการเกี่ยวกับเรื่องน้ำประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าโครงการแล้ว

“การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พสกนิกรไม่เคยรู้”

การทรงงานของพระองค์ท่านมีความมุ่งมั่น ก่อนที่พระองค์จะลงพื้นที่ต่าง ๆ พระองค์จะศึกษาข้อมูลต่าง ๆ อย่างแน่ชัดเลย พร้อมกับในด้านข้อมูลจากราษฎร ซึ่งเราจะเห็นภาพพระองค์ลงในพื้นที่ไปสัมผัสกับชาวบ้าน ทรงไปถามข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องพืช เรื่องป่า ทุกเรื่องพระองค์ก็ทรงเอามารวมกัน ส่วนไหนที่จะแยกออกไปในงานด้านต่าง ๆ ก็แยกออกไป ซึ่งต่อมาเราเรียกว่าเป็น “ศาสตร์ของพระราชา”

สำหรับโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์พระองค์ทรงติดตาม ได้ศึกษา และมีพระราชดำริให้ก่อนที่จะเริ่มโครงการไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี พอเริ่มโครงการขึ้นมาได้ พระองค์ก็ทรงติดตามเรื่องปัญหาที่ดินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การที่เราไปชดเชยราษฎรที่เดือดร้อนจากการเวนคืนที่ดินมาใช้ พระองค์ ได้ติดตามเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีความไม่เข้าใจบางเรื่องในตอนนั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เราก็พยายามแก้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี (ในขณะนั้น) กับกรมชลประทาน ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาก ลงไปในพื้นที่ที่จะไปแก้ไข เกิดปัญหาราษฎรเรื่องใดขึ้นมา ก็จะมาประชุมที่จะมาแก้ไข โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีพระราชดำริให้หลายอย่าง แต่พระองค์ทรงเน้นย้ำเสมอ “อย่าให้ราษฎรของฉันเดือดร้อน” เรื่องนี้เป็นจุดสำคัญมาก เราก็ได้สนองพระราชดำริ อย่างเช่น เรื่องการชดเชยค่าที่ดินเมื่อก่อนนี้ต้องมีคณะกรรมการ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และก็มีคณะกรรมการต่าง ๆ ก็มีกรมชลประทาน กรมที่ดินนายอำเภอส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมพิจารณาราคาที่จะต้องชดเชย เมื่อก่อนในระเบียบ ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ได้วางเอาไว้ค่อนข้างที่จะเข้มงวด ที่จะพิจารณาเรื่องค่าชดเชย แต่สำหรับโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เราได้มีการยกเว้นหลายเรื่อง อย่างเช่น การจ่ายค่าที่ดิน เราสามารถจ่ายได้ทั้งผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์และผู้ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ครอบครองที่ดินนั้น ราคาอาจจะไม่เท่าเทียมกัน แต่เราก็มีการชดเชยให้ อันนี้คือข้อแรก ข้อที่ ๒ เรามอบค่าชดเชยให้กับบ้านเรือน ต้นไม้ ผลไม้ อะไรต่าง ๆ ที่ชาวบ้านได้ปลูกไว้ที่มีอยู่ในที่ดิน ข้อที่ ๓ เราต้องจัดหาที่ดิน ที่เขาสามารถย้ายจากพื้นที่ที่เราเวนคืนเข้าไปอยู่ โดยการที่เราต้องจัดสรรที่อยู่ให้ด้วย ถ้าเขาไม่เอา อยากจะไปอยู่ที่อื่น เราก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินค่าชดเชยให้เขาต่างหาก จะเห็นว่าโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เราชดเชยให้เขาถึง ๓ อย่าง ๓ อย่างดังกล่าวนี้เราไม่เคยทำมาก่อน หลังจากที่เราทำแล้วโครงการนี้ ก็ค่อย ๆ แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ จนสำเร็จ

08

“เอกกษัตริย์แห่งการบริหารจัดการน้ำ ทรงใช้เขื่อนป่าสักสอนผู้ว่าฯ แก้ปัญหาน้ำท่วม”

ตอนนั้นผมจำได้นายสวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน คิดว่าถ้าประมูลจ้างเหมาจะช้า เราต้องการสร้างให้เสร็จที่จะฉลองครบรอบ ๗๒ พรรษา ให้ทัน ก็เลยตัดสินใจสร้างเอง โดยรับความช่วยเหลือจากทหารช่างบางส่วน ทำให้งานสำเร็จลุล่วงทัน แล้วก็สามารถประหยัดเวลาค่าก่อสร้างได้มาก เมื่อก่อนงานกรมชลประทานเป็นลักษณะงานทำเองเป็นส่วนใหญ่ ต่อมารัฐบาลหลายสมัยในช่วงนั้นก็พยายามที่จะให้บริษัทผู้รับเหมาเข้ามารับงาน โดยการให้กรมชลประทานลดงานทำเองลง แล้วก็แบ่งเป็นงานประมูลจ้างเหมา ซึ่งงานนี้ถ้าพูดถึงแล้วก็มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย

หลังจากสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เสร็จ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นประการแรกคือ แม่น้ำป่าสัก เมื่อก่อนนี้ไม่มีระบบชลประทานที่จะเข้ามาควบคุมและบริหารจัดการโครงการได้เลย แม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำที่ค่อนข้างจะสั้นและชันมาก ปริมาณน้ำมีมากประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ปริมาณน้ำอันนี้มาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงที่น้ำเหนือไหลบ่าลงมา แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลลงมาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่น้ำป่าสัก จนมาพบกัน เราลองมองภาพดูว่าน้ำเหนือก็เยอะไหลลงมา พร้อมกับแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้น้ำเหนือนี้คือ แม่น้ำปิง วัง น่าน ยังคุมได้ ยกเว้นแม่น้ำยม แม่น้ำยมก็มาก ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในเมื่อน้ำเหนือไหลบ่าลงมา น้ำป่าสักไหลบ่าลงมามาพบกันเกิดเป็นมวลน้ำกองมหึมาขึ้นมาที่จะท่วมตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเรื่อยลงมาจนถึงกรุงเทพมหานคร พอมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทรงมีรับสั่งกับผม ตอนเปิดสะพานพระราม ๘ ในช่วงนั้นมีน้ำมาก ผู้ว่ากรุงเทพมหานครก็กลัวว่าจะเกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ท่านก็กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ควบคุมน้ำอย่างไรที่จะไม่ให้น้ำมาท่วมกรุงเทพมหานคร พระองค์ทรงอธิบายให้ฟัง ก่อนนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งกับผมว่า การบริหารจัดการน้ำป่าสัก ต้องบริหารให้ดี เวลาน้ำมาจะต้องคำนวณปริมาณน้ำที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำเหนือที่จะเข้ามาเติมให้อ่างเก็บน้ำว่าจะควบคุมอย่างไร เราจะต้องควบคุมน้ำในอ่างให้เหลือในระดับเท่าไร เพียงพอที่จะรับน้ำป่าสักที่จะไหลเข้ามาเติม ทำนองเดียวกันในการระบายน้ำออกจากโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าการระบาย ไม่ได้ปล่อยพรวดลงมาทีเดียว ปล่อยพรวดออกมาอาจจะเกิดน้ำสูง น้ำท่วม น้ำอะไรต่าง ๆ ราษฎรก็เดือดร้อนมาก ตั้งแต่สองข้างลำน้ำป่าสักลงมา พระองค์รับสั่งว่าการปล่อยน้ำ พิจารณาปล่อยน้ำให้ดี ปล่อยให้เป็นระยะ เป็นช่วง ต้องคิดพิจารณาและก็ต้องคำนวณให้ดี อันนี้ทรงสอนเอาไว้ พระองค์ก็รับสั่งกับผู้ว่ากรุงเทพมหานครว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีวิธีการที่จะบริหารจัดการน้ำ เพราะฉะนั้นกรุงเทพมหานครไม่ต้องเป็นห่วงแล้วผลที่ออกมาก็คือน้ำไม่ท่วม

09

“บรรเทาน้ำท่วม ป้องกันน้ำเค็ม เก็บกักน้ำจืดเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค”

โครงการที่ผมอยากจะกล่าวถึงมีอีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ พระองค์รับสั่งว่าลุ่มน้ำปากพนังตั้งแต่โบราณเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ ของภาคใต้ มีนาข้าวเยอะแยะไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ เวลาผ่านไป การใช้ลุ่มน้ำปากพนังไม่มีการควบคุมดูแลเท่าที่ควร ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเสื่อมโทรม นาข้าวหายไปเหลือไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตข้าวต่ำมาก มีการบุกรุกเข้าไปทำนากุ้ง ทำพื้นที่ต่าง ๆก็เกิดการขัดแย้งในระหว่างราษฎรทำนาข้าวกับทำนากุ้งซึ่งสองอย่างตรงข้ามกัน ใช้น้ำเค็มกับไม่ใช้น้ำเค็ม อันนี้ไม่เคยมีใครคิดหรอก พระองค์ทรงทราบ ทรงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของลุ่มน้ำปากพนัง พระองค์รับสั่งออกมาทุกคนงง กรมชลประทานก็รับสนองเบื้องพระยุคลบาทในเรื่องนี้ได้พิจารณาพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังฯ พระองค์รับสั่งย้ำว่า “เราต้องการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังให้คืนมา ถึงแม้จะไม่เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ไม่ให้เสื่อมโทรม” โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ถึงได้เกิดขึ้นมา กรมชลประทานก็ได้วางเขื่อนระบายน้ำ พร้อมทั้งกั้นน้ำเค็ม งานต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ากล่าวไปคงยาวมาก แต่สรุปผลออกมาก็คือ หลังจากได้ทำงานนี้มาช่วงหนึ่ง พื้นที่นาข้าวกลับมา ผลผลิตของนาข้าวกลับมาปัจจุบันถ้าใครไปดูโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จะเห็นว่าน้ำเคยท่วมในพื้นที่เป็นเวลานานมาก ปัจจุบันนี้เหลือสั้นมาก พื้นที่นาข้าวเกิดขึ้นมาเยอะแยะ นากุ้งก็ยังมีอยู่ เขาอยู่กันได้ ทั้งนาข้าวและนากุ้ง ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันการขัดแย้งหมดไป โครงการนี้เป็นโครงการหนึ่ง ซึ่งน่าศึกษามาก เป็นโครงการที่สำคัญในภาคใต้ของเรา

10“ด้วยพระปรีชา น้ำไม่ท่วม ไม่ต้องผ่านกระเพาะหมู”

อยากจะกล่าวอีกโครงการหนึ่งสั้น ๆ คือ โครงการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผมเข้าไปทำงานเกี่ยวกับโครงการนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำทั้งหมด ก็ตาม กรมชลประทานมีการสานต่อตลอดมา โครงการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริไม่เคยมีใครรู้จัก ไม่มีใครคิดแม้กระทั่งกรมชลประทานเองก็ไม่รู้จัก ซึ่งพระองค์รับสั่งออกมานั้น น้ำเหนือที่ไหลออกมาพอมาถึงคุ้งบางกระเจ้า ช่วงนั้น ระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร น้ำเหนือต้องมาอ้อมกระเพาะหมู ๑๘ กิโลเมตรกว่าจะออกสู่ทะเลช้ามากเพราะต้องวิ่งอ้อมเมื่อก่อนนี้พระองค์ตรัสว่ามีคลองเล็ก ๆ ที่ตัดผ่านกระเพาะหมูแต่คลองเหล่านี้ปัจจุบันหายไปเหลือเพียงเส้นจาง ๆ พระองค์ทรงลากบนแผนที่ กรมชลประทานก็ได้ออกไปสำรวจดูก็ปรากฏว่าแนวคลองมีจริง แต่ปัจจุบันตื้นเขินราษฎรบุกรุกเข้ามาจนแคบ คลองนี้ก็ไม่ได้ใช้งานอะไรพอเรากลับไปกราบบังคมทูล พระองค์มีรับสั่งว่า ให้ปรับปรุงคลองนี้ให้เหมือนเดิมหรือให้ดีกว่าเดิม เพื่อที่เวลาน้ำเหนือออกมา แทนที่จะวิ่งอ้อม ๑๘ กิโลเมตร เพื่อระบายออกสู่ทะเลได้ช้ามากคลองลัดโพธิ์มีความยาวเพียง ๖๐๐ เมตร แต่ให้น้ำไหลผ่านซึ่งจะออกสู่ทะเลเร็วขึ้น พื้นที่น้ำท่วมข้างบนก็จะสามารถลดปริมาณน้ำได้เร็ว ทำนองเดียวกันในฤดูแล้งเกิดความเดือดร้อนน้ำทะเลหนุนขึ้นมาถึงปทุมธานี ทำความเดือดร้อนให้กับการประปา ราษฎร พืชสวน ไร่นา พระองค์รับสั่งว่า น้ำทะเลหนุนขึ้นมาเราก็ปิดประตูคลองลัดโพธิ์ไม่ให้น้ำผ่าน ให้น้ำทะเลไหลอ้อม ๑๘ กิโลเมตร จะเห็นว่าน้ำทะเลจะขึ้นช้ามาก ถ้าปล่อยให้น้ำทะเลวิ่ง ๖๐๐ เมตรใกล้นิดเดียว โครงการปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ฯ เป็นโครงการที่ไม่เคยมีใครรู้ และเป็นผลงานที่ทรงพระราชดำริโดยตรง กรมชลประทานก็ภูมิใจที่ได้สนองโครงการฯ นี้ จนกระทั่งมีผลสำเร็จ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

11

“น้ำ : ต้นทุนหลักของชีวิต”

โครงการอื่นก็ยังมีอีกเยอะไม่ได้มีแต่โครงการนี้ ผมอยากที่จะพูดถึงศาสตร์ของพระองค์เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และได้นำไปออกโทรทัศน์ ผมดูหลายช่อง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ศาลาดุสิดาลัยพระองค์ทรงนำแผนที่มาไม่ได้มีโน้ตสักตัว พระองค์ได้อธิบายแผนที่ เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นมา เมื่อก่อนนี้ไม่มีใครเคยที่จะยกอันนี้ขึ้นมา มันเป็น ศาสตร์ของพระราชาอย่างหนึ่งที่ว่า “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเมื่อก่อน คำ ๆ นี้ยังไม่เกิด ไม่มีใครพูด พระองค์ทรงพิจารณาถึงลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย พระองค์ได้ทรงศึกษาว่าลุ่มน้ำต่าง ๆ มีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน เขื่อนแต่ละเขื่อนสร้างไว้ก็มีการบริหารจัดการตัวเองแต่ทำนองเดียวกันถ้ารวมประเทศเข้ามาแล้วจะมีความเกี่ยวพันกันระหว่างลุ่มน้ำต่าง ๆ จะเห็นว่าแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ป่าสัก ทางเหนือ ถ้าแยกไปอีก เช่น แม่น้ำน่าน ซึ่งมีแม่น้ำใหญ่อีกสามสายมารวมกัน ทำให้เกิดน้ำท่วมพระองค์ทรงทราบและทรงวางแนวทางที่จะบริหารจัดการ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของประเทศ เพราะฉะนั้นในการดำเนินงานก็เข้าใจว่า เราไม่อาจทำได้ทันที แต่งานต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าคิดจะแก้ปัญหา ถ้าคิดจะบริหารจัดการน้ำของประเทศมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปรับปรุงเพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ศาสตร์ของพระราชาต่าง ๆ เหล่านี้ ควรที่จะนำเอามาปฏิบัติถึงแม้จะช้าหรือเร็วก็ขอให้ทำอีกโครงการหนึ่งคือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวงที่จังหวัดชลบุรี มีความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาก คลองหลวงเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ กรมชลประทานได้วางเอาไว้นาน แต่ก็สร้างไม่ได้ เนื่องจากกินพื้นที่มาก มีราษฎรเข้าไปอยู่เยอะมาก พระองค์รับสั่งว่าให้ลดขนาดให้เล็กลง ถ้ามีความจำเป็นทอนลงไป จะเห็นได้ว่า ศาสตร์ของพระองค์ ไม่ใช่แค่ว่าเราจะทำแต่เรื่องเขื่อนใหญ่ ถ้าเขื่อนใหญ่ไม่ได้ทำเขื่อนขนาดกลาง กลางไม่ได้ทำเล็ก ซึ่งอันนี้เป็นการที่จะช่วยเหลือราษฎรที่มีความเดือดร้อนได้อย่างมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโครงการอีกเยอะแยะมาก เป็นโครงการที่มีรูปแบบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่นโครงการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ก็ไปเรื่องป่าชายเลน เรื่องเกี่ยวกับประมง เรื่องเกี่ยวกับอะไรต่าง ๆ โครงการอันหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยคิดพิจารณามาก่อน อย่างเช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยัง ที่เรามีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอยู่ตอนบน ตอนล่าง เรามีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ แต่สองอันมีความแตกต่างกัน อ่างเก็บน้ำตอนบนขนาดเล็กแต่น้ำเยอะมากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขนาดใหญ่แต่มีน้ำน้อย พระองค์ก็มีพระราชดำริ เอาน้ำจากข้างบนมาเติมอ่างเก็บน้ำตอนล่างใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย อันนี้เป็นศาสตร์ของพระองค์ซึ่งบางคนอาจจะทราบ แต่ความคิดที่จะทำเรื่องนี้ออกมาเป็นรูปแบบเป็นผลที่ได้ ออกมาอย่างจริงจังพูดถึงแล้วไม่มีใครทำ แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ความเข้าใจของคนไม่เหมือนกัน กรมชลประทานอาจจะวางโครงการไว้เสนอขึ้นมา แต่ไม่ได้รับการอนุมัติจะเห็นได้ว่าวันนี้มาคุยกันเฉพาะเรื่องน้ำ แต่เรื่องอื่นอีกร้อยอย่างพันอย่างก็มีมาก เรื่องน้ำยังมีอีกเยอะมากใช้เวลาวันหนึ่งไม่พอ

12

“น้ำคือชีวิต”  

โครงการพระราชดำริต่าง ๆ อาจจะมีผู้คนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นจุดสำคัญ ความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผมมองในภาพรวมของประเทศแล้วค่อนข้างจะหนัก พระองค์ทรงมีพระราชดำริกับเรา ที่พูดถึงเสมอ ๆ ว่า “น้ำคือชีวิต” คนไทยมี ๖๐-๗๐ ล้านคนข้างหน้าต้องขยายอีก น้ำที่เราจะใช้ปัญหายังมีอีกมากไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งหรือน้ำท่วม ความขัดแย้งต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศเราช้าลง ไม่ก็หายไปจะเป็นไปได้ไหม ที่สำนักงาน กปร. จะช่วยในการที่จะเอาคน ๒ กลุ่ม คือเราจะเห็นว่าคนพัฒนาจะมีความเห็นของเขารูปแบบหนึ่ง คนคัดค้านความเห็นเขาจะอีกแบบหนึ่ง เราเอาคน ๒ กลุ่มมาคุยกัน คุยกันให้ได้ ผมเคยพยายามแต่ผมทำไม่ได้ ผมเคยคิด ผมเคยชวนเขามาบอกว่าทำไมเราไม่มานั่งคุยกัน ประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไปคนมากขึ้นทุกอย่างเปลี่ยนแปลงขึ้น สิ่งแวดล้อมก็ต้องเปลี่ยนแปลง ทำไมเราไม่มานั่งคิดกันว่า ประเทศเราแผนหลักเรามี กรมชลประทานวางไว้มี ทั้งพัฒนาแหล่งน้ำพัฒนาประเทศ ทำไมเราไม่มาคุยกัน อันนี้จะทำหรือไม่ทำ อันนี้ควรทำไหม ถ้าไม่ดีไม่ควรทำ แต่อันอื่นต้องทำไม่ใช่คุณจะให้หยุดหมด หยุดไม่ได้ ประเทศชาติเราต้องไปอีกเยอะ ทำนองเดียวกันกรมชลประทานจะไปทำทุกอย่างไม่ได้อีก เราต้องพิจารณาถึงความจำเป็น พิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้รับว่าคุ้มไหม สิ่งต่าง ๆ ถ้าคนไทยหันมาคุยกัน ผมว่าอุปสรรคต่าง ๆ พวกนี้ที่ทำให้ประเทศเรา การพัฒนาแหล่งน้ำนี้ไม่ทันกับความต้องการของราษฎร จะแก้ไขอย่างไรต่อไป

13

“ความภูมิใจในการสนองพระราชดำริ”

ถ้าพูดถึงเรื่องความประทับใจ แบบที่กล่าวมาแล้วผมไม่ได้มีหน้าที่ที่จะตามเสด็จพระองค์ท่าน แต่ผมมีความภูมิใจว่าได้รับสนองพระราชดำริโครงการใหญ่ ๆ แต่โครงการเล็กก็มี ไม่ใช่ใหญ่อย่างเดียว พร้อมทั้งอยากจะกล่าวบางสิ่งบางอย่างที่มีความรู้สึก ผมอยากจะกล่าวถึงเขื่อนขุนด่านปราการชล คือแรกเริ่มเดิมที ตรงบริเวณใกล้เขื่อนขุนด่านปราการชล กรมชลประทานมีฝายท่าด่านฝายเล็ก ๆ ฝายเล็กอันนี้ทดน้ำเข้าในพื้นที่โครงการนครนายก ซึ่งเกิดผลประโยชน์ได้น้อยมาก แต่ก็บรรเทาความเดือดร้อนราษฎรได้ กรมชลประทานได้เคยพิจารณาไว้ว่าลุ่มน้ำนครนายกจะไปพบกับปราจีนบุรีทำให้เกิดน้ำท่วม ท่วมทั้งจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก แล้วก็น้ำนครนายกที่มีต้นกำเนิดจากเขาใหญ่ มันมีพื้นที่ที่กรมชลประทานได้คิด คือตัวเหนือเขื่อนเหวนรก ผมเคยไปดูด้วยตัวเอง พื้นที่นี้ทางฝ่ายสิ่งแวดล้อมเขาบอกว่าเป็นพื้นที่เขาใหญ่ แต่สิ่งที่ผมเคยไปเห็นมามันเป็นทุ่งหญ้าว่างเปล่า เขาก็บอกเป็นพื้นที่ที่เสืออยู่ ช้างอยู่ผมก็ไม่ได้เถียงเพราะว่าผมเองก็ไม่ทราบ แต่พื้นที่นี้ตามหลักการในการพัฒนาแหล่งน้ำมีความเหมาะสมที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนพื้นที่นี้ ซึ่งความเสียหายจากน้ำท่วมมีอยู่บ้าง แต่ผมยืนยันว่าไม่มาก ถ้าพูดถึงความคุ้ม พูดง่าย ๆ ว่าคุ้ม แต่ก็เกิดแรงต่อต้าน ทั้ง ๆ ที่การพิจารณาของเรา พิจารณาได้หลายรูปแบบ น้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่สวยมาก แต่หน้าแล้งนี้แห้งสนิท การท่องเที่ยวคนไปเที่ยวก็เห็นความแล้ง แต่เขื่อนตัวนี้เราวางเหนือน้ำตก สามารถระบายน้ำได้จากเขื่อนมาให้กับน้ำตกนี้ในหน้าแล้งได้ และอีกอย่างหนึ่งน้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่ชันมาก ผลประโยชน์จากเขื่อนตัวนี้ถ้าใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เราจะได้กระแสไฟฟ้ามาก เราได้กำไรจากความสูงของเขื่อน อาจจะลดน้ำมันเตา ถ่านหินเท่าไร ผมคงไม่พูดรายละเอียด แต่แรงต่อต้านมีเยอะ งานนี้ได้เคยทำเรื่องถวายกราบบังคมทูลให้ทราบ พระองค์ก็ทรงทราบ แต่มีแรงต่อต้านจากสิ่งแวดล้อมเยอะแยะมาก ถึงขนาดไปยืมมือต่างประเทศ เจ้าชายฟิลลิปเข้ามาต่อต้านเรื่องนี้ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเอามายุ่งเกี่ยวกับประเทศไทยได้อย่างไรแต่ความเดือดร้อนราษฎรข้างล่าง ทรงเห็นมากกว่าที่กรมชลประทานได้วางไว้ พระองค์ได้ไปพิจารณาถึงพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นทุ่งนาใหญ่มาก เป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว พื้นที่ตรงนี้ผลผลิตต่ำมาก ชาวนาปลูกข้าวผลผลิตน้อยมากและปลูกยากมาก พระองค์ได้มีพระราชดำริให้กับกรมชลประทานว่า ในเมื่อเราไปสร้างตอนบนไม่ได้ เราเอาลงมาพิจารณาตอนล่าง เขาต่อต้านตอนบน เราก็เอามาพิจารณาตอนล่าง ซึ่งกระทบกับเขาใหญ่น้อยมาก เราสร้างเขื่อนถึงแม้ว่าจะแพงผลประโยชน์อาจจะน้อยกว่าตอนบน แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังมีน้ำที่ให้ราษฎรได้ใช้ เราสามารถฟื้นพื้นที่นาของอำเภอองครักษ์ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยว ชะล้างดินเปรี้ยว แก้ไขดินเปรี้ยวได้พร้อมกับบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำนครนายกและปราจีนบุรีได้บางส่วน โครงการนี้ก็ได้เกิดขึ้นมา เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ถ้าทรงพิจารณาทำไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยไป ทิ้งไป ไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ท่านแน่นอน

14

ผมเคยเข้าไปทูลถวายงาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่วังสุโขทัย ๒ ครั้ง และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑ ครั้ง เกี่ยวกับโครงการอ่างเก็บน้ำทางจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์ และปัจจุบันก็ยังอยู่มีพระราชดำริให้สร้าง พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่สีแดง เป็นพื้นที่ที่รุนแรง ทรงเสด็จฯ ไป ผมได้สนองงานเกี่ยวกับงานชลประทาน และทรงมีพระราชดำริให้เพิ่มเติมผมอยากจะกล่าวอีกนิดหนึ่งว่า สำนักงาน กปร. สามารถสนองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดขึ้น จากสิ่งที่เราวางเอาไว้ต้องรอระยะเวลานานมาก สำนักงาน กปร. สามารถทำให้สั้นได้ เพราะสำนักงาน กปร. มีเงินสนับสนุนจากงบประมาณ แล้วนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สามารถเสนอโครงการต่าง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดที่สำนักงาน กปร. ให้สนับสนุนสำหรับโครงการที่ไม่มีงบประมาณกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจะตั้งงบประมาณสมทบต่อไป ถ้างานเสร็จภายในปีเดียวสำนักงาน กปร. ให้หมดได้ แต่ถ้างาน ๓-๕ ปี เขาก็ตั้งงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งกรมประชลประทานเอง ปัจจุบันก็ดำเนินการประสานงานใกล้ชิดกับสำนักงาน กปร.งานโครงการพระราชดำริ ผมว่าไม่มีวันหมด มีงานอีกเยอะผมคิดว่า สำนักงาน กปร. เอง มีหน้าที่จะต้องทำอีกมากมาย กรมชลประทานเองหลังจากที่ได้สนองงานโครงการพระราชดำริ งานของกรมชลประทานเองก็ได้นำแนวพระราชดำริไปใช้เสมอ พระราชดำริเป็นต้นแบบได้เลย อันนี้เป็นผลพ่วงอันหนึ่ง ที่เกิดมาจากความพิจารณาจากการทำงาน แต่เนื่องจากพระราชดำริกว้างและไกลมากมีผลประโยชน์เกิดขึ้นเห็นผล กรมชลประทานก็สามารถขยายงานของกรมชลประทานออกมาได้เยอะมาก โดยการนำพระราชดำริ ซึ่งไม่ใช่โดยตรง แต่อาศัยโครงการพระราชดำริที่ทรงพระราชทานให้เป็นตัวอย่างที่กรมชลประทานจะเอาไปขยายงานของกรมได้

“เรื่องเล่า จากต่างแดนที่เราอาจยังไม่รู้”

ผมมีเกร็ดให้ฟังนิดหนึ่ง ผมเคยไปประชุมที่ประเทศจีนเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ำ ประเทศจีนในปี ๒๕๔๔ ผมถามเขาคุณมีเขื่อนมีอ่างเก็บน้ำเยอะไหม เขาบอกก็ไม่มากนะมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ต่อมาผมได้ไปอีกในปี ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ผมก็ใช้คำถามเดิม ประเทศจีนการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอย่างไร เขาบอกเมืองจีนก็ยังพัฒนาช้ามาก เพราะว่ามีเขื่อน ๖๐,๐๐๐ แห่ง ผมถามว่า จากการที่ผมอยากรู้อยากเห็นผมเคยนึกขึ้นมาประเทศจีนมีคนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านคน แต่เคยน้ำแล้งไหม ไม่เคยไม่มี มีแต่น้ำท่วม อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้มีคำกล่าวของคนว่า เขื่อนมันเลวร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อมผมอยากให้เขาไปศึกษา ผมถามประเทศจีนว่า NGO มีความคิดเห็นแบบไหน ดูเขางง ๆ เขาบอกว่าประเทศจีนไม่มีNGO ,NGO คืออะไร เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องยาก แต่มันไม่ยากถ้ามันมีคนจุดประกายขึ้นมา ให้หันหน้ามาคุยกันผมมองเห็นสำนักงาน กปร. ถ้าเริ่มต้นในจุดนี้ได้ ที่จะสานเรื่องนี้ โดยให้ผู้ใหญ่ รัฐบาลรับรู้ และก็มีความเห็นว่าอย่างไร เอาคนที่เคยหันหลังชนกัน หันหน้ามาตรงกันมาคุยกัน มันจะเกิดความหมายขึ้นเยอะ

Print