ร้อยเรื่องโครงการ : หมู่บ้านยามชายแดน

15

บริเวณแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก มีสภาพเป็นป่ารกทึบภูเขาสูงสลับซับซ้อน ห่างไกลและกันดาร การแบ่งเส้นเขตแดนในหลายพื้นที่ไม่มีความชัดเจน ระยะทางประมาณ ๑,๐๒๐ กิโลเมตร เป็นสันเขา ๕๔๘ กิโลเมตร เป็นลำน้ำ ๔๗๒ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์เผ่าต่าง ๆ รวมถึงเป็นแหล่งพักพิงของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ในบางครั้งก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ เกิดปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ รวมทั้งปัญหาชนกลุ่มน้อย ใช้เป็นที่พักพิง หลบซ่อน และสะสมกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาลเมียนมาร์ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักต่อปัญหานี้ เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างประทับได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ พื้นที่ภาคเหนือ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงความมั่นคงตามแนวชายแดน ทรงเป็นห่วงว่าราษฎรชาวเขาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ฝ่ายตรงข้ามที่เขาไม่หวังดีต่อประเทศเขาจะใกล้ชิดคนเหล่านี้มากกว่าเรา ถ้าเราไม่ใกล้ชิดเขาก็จะมายุยงส่งเสริมให้เป็นอื่น เราก็จะลำบาก จะต้องรักษาคนเหล่านี้ไว้ จะต้องรักษาประเทศชาติไว้ รักษาคน รักษาประเทศ ทหารก็ดี ตำรวจชายแดนก็ดี หรือกรมป่าไม้ก็ดี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ถ้าราษฎรที่เขาอยู่ตลอด เขามีความสำนึกเป็นไทย เขารักประเทศไทย เขาหวงแหนแผ่นดิน เขาก็จะเป็นยามที่ดี”

16

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่บ้านรวมไทยพัฒนาที่ ๑ ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ในการนี้ได้มีพระราชดำริกับ พลตรีชัยยุทธเทพยสุวรรณ ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ ๓ “ให้พิจารณานำราษฎรชาวไทยภูเขาที่สมัครใจไปเป็นยามตามชายแดนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ” ในปีเดียวกัน เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานแนวทางเพิ่มเติมกับกองทัพบก ดังนี้

๑. ให้หมู่บ้านยามชายแดนเป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่บนภูเขาเพราะชาวเขามีความคุ้นเคยกับการอยู่บนภูเขามากกว่าพื้นราบ และเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยพอสมควร
๒. พื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนเป็นพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรได้ ดังเช่นดอยอ่างขาง มีแหล่งน้ำ มีพื้นที่เพียงพอสำหรับหมู่บ้านประมาณ ๔๐ – ๕๐ ครอบครัว
๓. ให้ทหารช่วยฝึกอบรมระบบป้องกันภัยและฝึกการรายงานข่าว เพื่อให้ราษฎรช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ
๔. ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพสนับสนุนอาชีพ และทหารช่วยในการจัดตั้งหมู่บ้าน

ตามแนวพระราชดำริดังกล่าว คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เห็นชอบให้ดำเนินการใน ๒ พื้นที่นำร่อง คือบ้านมะโอโคะ จังหวัดตาก และบ้านปางคอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดตั้งเป็น โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านมะโอโคะตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปางคอง ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริกับพลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ เรือนประทับแรมปางตอง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความว่า “ให้พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้านในรูปแบบบ้านยามชายแดนด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ ให้เข้มแข็งมีส่วนร่วมรักษาอธิปไตยของชาติอย่างมีระบบตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

17

เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ กองทัพภาคที่ ๓ จึงได้คัดเลือกพื้นที่สำหรับจัดตั้งหมู่บ้าน โดยได้พิจารณาพื้นที่ว่างบริเวณแนวชายแดนด้านทิศตะวันตกของ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งแต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของบ้านแม่ส่วยอูและบ้านขุนห้วยเดื่อ เนื่องจากความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดนประกอบกับมีการสู้รบกันระหว่าง กองกำลังกลุ่มคะยากับทหารพม่า และมีการรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทยบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้ราษฎรกลุ่มบ้านดังกล่าวละทิ้งถิ่นฐานอพยพบ้านเรือน ปล่อยให้พื้นที่แห่งนี้เป็นช่องว่างล่อแหลมต่อการเข้ามาของภัยคุกคามต่าง ๆ จึงเกิด โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านแม่ส่วยอูตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพื้นที่ดังกล่าว

เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๔๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านเมืองแพม ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ ได้มีพระราชดำริกับพลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน “ให้หมู่บ้านปางคาม ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า และหมู่บ้านปายสองแง่ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรและเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศชาติต่อไป”

กองทัพภาคที่ ๓ จึงได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลพื้นที่เพื่อตั้งหมู่บ้านตามโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนบริเวณพื้นที่ว่าง ซึ่งสามารถควบคุมช่องทางบ้านปางคาม อำเภอปางมะผ้า และช่องทางบ้านปายสองแง่ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดเป็นโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นอีก ๒ หมู่บ้าน คือ โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านอาโจ้ ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านดอยผักกูด ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสนองพระราชดำริ

18

โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการ ๕ หมู่บ้าน ในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้

๑. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านมะโอโคะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่กลองและป่าอุ้มผางสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย ๖๕๐ เมตร มีแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญได้แก่ ห้วยแม่จอผาโด้ และห้วยแม่จัน มีพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัย รวม ๘๗๓ ไร่ ราษฎรเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีจำนวน ๔๗ ครอบครัว ประชากร ๒๓๓ คน ได้รับสัญชาติไทย ๑๖๘ คน ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ๖๕ คน

๒. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปางคอง ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนและที่ราบระหว่างหุบเขาสองฝั่งลำห้วย อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ถ้ำปลา-ผาเสื่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ย ๑,๓๐๐ เมตร มีแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ ห้วยปางอุ๋ง พื้นที่โครงการประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ เป็นพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยรวม ๒๕๘ ไร่ ราษฎรเป็นชนเผ่าไทยใหญ่และเผ่ามูเซอ มีจำนวน ๓๔ ครอบครัว ๑๖๕ คน ในจำนวนนี้ได้รับสัญชาติไทย ๑๒๕ คน สถานะบุคคลพื้นที่สูง ๒๖ คน ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ๑๔ คน

19

๓. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านแม่ส่วยอู เป็นหมู่บ้านบริวารของหมู่บ้านห้วยเสือเฒ่า ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนและที่ราบระหว่างหุบเขาสองฝั่งลำห้วย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปายฝั่งขวาตอนล่าง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย ๖๘๐ เมตร มีแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ ห้วยจอง มีพื้นที่รวม ๑,๘๕๗ ไร่ เป็นพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยรวม ๓๑๕ ไร่ ราษฎรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง (คะยา) มีจำนวน ๒๘ ครอบครัว ๑๑๕ คน ได้รับสัญชาติไทย ๑๐๕ คน บุคคลพื้นที่สูง ๑ คน ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ๙ คน

๔. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านอาโจ้ เป็นหมู่บ้านบริวารของ หมู่บ้านปางบอนตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปายฝั่งขวา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย ๑,๐๐๐ เมตร มีแหล่งน้ำธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ ห้วยสาขาแม่น้ำละนาและแม่น้ำโป่งแสนปิด ราษฎรเป็นชนเผ่ามูเซอแดง (ล่าหู่) มีจำนวน ๒๗ ครอบครัว ๙๖ คน ได้รับสัญชาติไทย ๙๑ คน สถานะบุคคลพื้นที่สูง ๑ คน ไม่มีสถานะทางทะเบียน ๔ คน

๕. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านดอยผักกูด เป็นหมู่บ้านบริวารของหมู่บ้านผีลู ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนมีที่ราบระหว่างหุบเขาสองฝั่งลำห้วย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ย ๑,๔๐๐ เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ราษฎรเป็นชนเผ่ามูเซอแดง (ล่าหู่) มีจำนวน ๑๓ ครอบครัว ๔๗ คน ได้รับสัญชาติไทย ๓๗ คน ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ๑๐ คน

การดำเนินงานในระยะแรก ได้จัดตั้งหมู่บ้าน ก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรที่สมัครใจเข้าร่วมไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่โครงการ จำนวน ๓๐ หลัง โดยจัดสรรพื้นที่ครอบครัวละประมาณ ๑ ไร่ สำหรับปลูกผักสวนครัวเพื่อบริโภคในครัวเรือนมีพื้นที่ส่วนกลางเป็นลักษณะแปลงรวมสำหรับปลูกข้าวและพืชไร่ชนิดต่าง ๆ เพื่อนำผลผลิตมาบริโภค ส่งเสริมราษฎรมีการประกอบอาชีพในลักษณะเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้ตนเองมีศักยภาพเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี พื้นที่โดยรอบบ้านส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชยืนต้น พืชสมุนไพรเพื่อเป็นอาหารและยา ในลักษณะธนาคารอาหารชุมชน และได้ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ในครอบครัวเพื่อเป็นอาหารโปรตีนโดยไม่พึ่งพาตลาด เลี้ยงสุกร ไก่ และปลาดุกไว้เป็นอาหารในครัวเรือนให้ความรู้ในการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อลดการใช้สารเคมี ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงโคและกระบือเพื่อใช้เป็นแรงงานด้านการเกษตร

รูปแบบหมู่บ้านยามชายแดน จัดเรือนลักษณะสันโดษสมถะ เรียบง่าย กระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าธรรมชาติ ตามขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่า จากนั้นได้ทำการคัดเลือกราษฎรอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้มีการวางแผนร่วมกับหน่วยกำลังรบเพื่อวางกลุ่มบ้านให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติการทางทหาร สามารถสังเกตการณ์ตามช่องทางแทรกซึมของข้าศึก มีการติดตั้งโทรศัพท์สาธารณะทางไกลชนบทผ่านดาวเทียม รวมถึงการติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยและหอกระจายข่าวภายในหมู่บ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารและแจ้งเตือนภัย มีการฝึกอบรมราษฎรในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน การรายงานข่าวสาร เป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ ทำหน้าที่เป็นยามชายแดน นอกจากนั้นยังสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน โดยให้ราษฎรทำประชาคมร่วมกันเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา รวมถึงปลูกจิตสำนึกในความเป็นไทยโดยรณรงค์การใช้ภาษาไทย ทั้งการพูด การอ่านและการเขียน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหมู่บ้าน ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจร ระบบประปาภูเขา ก่อสร้างฝายต้นน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภค เสริมด้วยฝายชะลอความชุ่มชื้นเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้ราษฎรยึดถือดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงการอนุรักษ์ดินและน้ำ การส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างถูกวิธี นำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างยั่งยืน

การพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้จัดตั้งศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนหรือกระต๊อบยาเพื่อบริการด้านการแพทย์ในเบื้องต้น ด้านการศึกษา ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการประถมศึกษาและการศึกษาผู้ใหญ่ จัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ประจำหมู่บ้าน และจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพเข้ามาสนับสนุนอาชีพและสร้างอาชีพเสริม เกิดการรวมกลุ่มอาชีพ ซึ่งกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านมะโอโคะ ได้รวมตัวกันทอผ้าพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยง เป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เลื่องชื่อของจังหวัดตาก

20

ทุกวันนี้ เด็ก ผู้หญิง ชายฉกรรจ์ หรือคนชรา บนเทือกเขาสูงตอนเหนือของประเทศไทย ต่างทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศ เป็นยามตามแนวชายแดน หมู่บ้านยามชายแดนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในงานรักษาความปลอดภัยของประเทศ เป็นกำลังสำคัญของงานด้านความมั่นคงของหน่วยราชการ แม้คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งจะยังประสบปัญหาการไร้สัญชาติ แต่กระนั้นพวกเขายังคงปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดินไทย สนองตอบพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างไม่เคยย่อท้อ

Print

นางสาวสใบทิพย์ ศรีทองสุข
กองประสานงานโครงการพื้นที่ ๓ สำนักงาน กปร.