ในความทรงจำ : สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

2-57-8_001

บรรยายโดย หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ความต่อจากฉบับที่แล้ว
white
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ โบราณคดีของไทย ท่านทรงพระนิพนธ์ไว้ดี กระผมอ่านแล้วซาบซึ้งใจมาก เมื่อตอนเข้ารับหน้าที่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านตรัสไว้ว่า พระกรุณาในน้ำใจเจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นเรื่องที่เล่าได้ไม่จบไม่สิ้นในชีวิตของฉันนี้ และท่านสอนให้ลูกศิษย์ของท่านที่เรียนในพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งก็คือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ที่มีชื่อเสียงไปทั้งแผ่นดิน ท่านตรัสกับลูกศิษย์ท่านน่าฟังอย่างยิ่ง บอกว่า หากพวกเธอทั้งหลายต้องการจะค้นคว้าหาผู้คนที่เปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ต้องไปค้นคว้าหาที่ไหนให้ไปเมืองเชียงใหม่ด้วยกันกับฉัน แล้วพวกเธอจะได้ประจักษ์ด้วยตัวของเธอเอง กระผมว่าเป็นประโยคคำพูดที่ไพเราะจริง กระผมนำไปเล่าให้พี่น้องชาวเชียงใหม่ฟัง เมื่อ ๓ ปีก่อน กระผมไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ที่นั่น และอยากให้ทุกคนได้รำลึกถึงความรักและความผูกพันของความเป็นล้านนาไทย และกรุงรัตนโกสินทร์ที่ดำรงมาได้ตราบจนทุกวันนี้ ดร.เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ซึ่งท่านเป็นประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ อายุท่าน ๘๕ ปีแล้วนะครับ วันที่กระผมไปกราบลาท่าน เพื่อกลับมารับหน้าที่ปัจจุบัน ท่านอวยพรว่า “ปนัดดา ขอให้โชคดี” ท่านโอบกอดกระผม ท่านเรียบร้อยอ่อนน้อมถ่อมตนโอบกอด “ปนัดดาขอให้โชคดีจะไม่กล่าวคำลาจากกัน จะไม่มีคำว่าคิดถึง เพราะเราจะอยู่ในใจซึ่งกันและกัน เราจะอยู่ที่ไหน เราไทยด้วยกัน ใต้ร่มพระบารมีเดียวกัน” กระผมก้มลงกราบ ดร.เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ด้วยความซาบซึ้งใจ ตอนที่กระผมรับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่เชียงใหม่ โครงการวัฒนธรรมต่าง ๆ ท่านกรุณาช่วยอย่างมาก ปีนั้นที่กระผมไป เป็นปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่พอดีเลย ก็พยายามคิดทุกอย่าง ท่านนายกเทศมนตรีคงเป็นพยานได้ กระผมพยายามที่จะนำเอาเรื่องความคิดในเชิงวัฒนธรรมกลับมาฟื้นฟูให้จงมากไม่ใช่เฉพาะเชียงใหม่ ประเทศไทยของเรา กระผมมองวัฒนธรรมจะช่วยเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคี อะไรที่มันทันสมัยสุดโต่ง เลยเถิด ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ มันสร้างความแตกแยกโดยหลักธรรมชาติของมันเอง แต่วัฒนธรรมความอ่อนน้อมถ่อมตนความมีไมตรีจิตความพอเพียงเหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสอน สร้างความมีไมตรีจิตให้เกิดขึ้นต่อกัน เพราะเช่นนั้นงานพืชสวนโลกที่ตำบลแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ ๓ ปีก่อน ประสบความสำเร็จนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินไว้ว่าผู้คนจะมาเท่านั้นเท่านี้ในช่วงนั้นภายใต้สถานการณ์ด้านสังคมและการเมืองซึ่งมามากมายเกินคาด สำนักงาน ก.พ.ร. ให้คะแนนต่อการบริหารราชการจังหวัดเชียงใหม่เต็มร้อยนะครับ ในช่วงปีที่กระผมรับราชการที่นั่น จนกระทั่งกระผมพ้นจากตำแหน่ง กลับมากรุงเทพฯ สำนักงาน ก.พ.ร. ยังกรุณาแจ้งตามมา เพราะในช่วงปีที่กระผมอยู่ที่นั่นถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่จังหวัดเดียวที่ได้รับคะแนน ๑๐๐% เต็ม ซึ่งกระผมภูมิใจมาก และจะขอจารึกจดจำไว้ตลอดไป

whiteกระผมน้อมนำหลักคิดพระราชทานโดยตลอดเวลาทุกลมหายใจ ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพกราบเรียนท่านนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีด้วยความจริงใจ กระผมคิดว่าเป็นหลักคิดพระราชทานที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ สำหรับใครก็ตามที่จะนำมาประกอบใช้ให้เกิดคุณูปการให้องค์กรของตนเอง ไม่สุดโต่ง คิดนอกกรอบมากจนเป็นความเลยเถิด ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย อย่างเช่น ระยะหลังเราพูดให้มีการปรองดอง ให้มีความสามัคคี เชิญโทนี แบลร์ มาแสดงปาฐกถาที่กรุงเทพฯ วันนั้นกระผมไปรับฟังด้วยตนเอง ท่านมาพูดเรื่องความปรองดอง ท่านขึ้นต้นเลยว่า “ทราบว่าลงข่าวกันครึกโครม ว่าข้าพเจ้าได้รับการตอบแทนโดยเงินถึง ๒๕ ล้าน ๓๐ ล้าน เพื่อให้มาแสดงปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ทำไมลงข่าวเช่นนั้นครับ ข้าพเจ้ามาพูดเพียง ๔๕ นาที เงินตอบแทนสมนาคุณอะไรจะมากมายถึงเพียงนั้นครับ ข้าพเจ้าไม่ได้รับครับ ข้าพเจ้ามาด้วยความตระหนัก ข้าพเจ้ามาด้วยความทรงจำที่เป็นพิเศษ ว่าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ ของข้าพเจ้ารัก เคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของท่านผู้มีเกียรติอย่างมาก ทรงกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของท่านผู้มีเกียรติว่า น้องชายผู้เป็นที่รักยิ่ง ข้าพเจ้ามาด้วยความรัก ความผูกพันประการนี้ของประเทศทั้งสอง แล้วหลังจากแสดงปาฐกถาพิเศษเหล่านี้เสร็จแล้วก็จะเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อกลับโดยทันที” เงียบทั้งห้อง มันคงเป็นความจำเป็น ท่านต้องชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะไปลงข่าวครึกโครมขนาดนั้น แล้วก็ไม่มีข้อเท็จจริง ท่านกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า “ถ้าได้รับเงินมากมายขนาดนั้นองค์กรตรวจสอบในประเทศของข้าพเจ้าคงจะเล่นงานข้าพเจ้าแย่” ท่านคงหมายถึงองค์กรอย่างเช่น ป.ป.ช. วันนั้นท่านนายกฯ อังกฤษ เฉลยประเด็นสำคัญตั้งแต่เบื้องต้นเลยว่า “หัวข้อนี้คือความปรองดอง ข้าพเจ้าขอเฉลยเลย หลักคิดที่ข้าพเจ้าคิดว่าประเทศใดก็ตามไม่เฉพาะราชอาณาจักรไทย จะเกิดความสำเร็จบริบูรณ์ขึ้นได้ ขอให้ยึดหลักคิดของความพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของท่าน และหลักธรรมาภิบาล” เห็นครูบาอาจารย์ที่รับฟังนั่งจดกันใหญ่ ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสอนมาโดยตลอด ความรู้รักสามัคคี ความเข้าใจเข้าถึงพัฒนา ปรัชญาความพอเพียงนี่เราต้องมานั่งฟังอดีตผู้นำต่างประเทศกล่าวย้ำให้ฟัง

“หัวข้อนี้คือความปรองดอง ข้าพเจ้าขอเฉลยเลย หลักคิดที่ข้าพเจ้าคิดว่าประเทศใดก็ตามไม่เฉพาะราชอาณาจักรไทย จะเกิดความสำเร็จบริบูรณ์ขึ้นได้ ขอให้ยึดหลักคิดของความพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของท่านและหลักธรรมาภิบาล”

whiteกระผมยังนึกแปลกใจ TDRI พูดคล้าย ๆ กันเลย เป็นการย้ำเน้นต่อคนไทยอีกครั้งหนึ่งว่า ความสมัครสมานสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ ๒ เรื่อง คือ หนึ่ง ต้องเลิกแบ่งแยกเป็นฝั่งเป็นฝ่าย และสอง สังคมต้องสะอาดโปร่งใส ท่านเห็นไหมครับยกตัวอย่าง เด็กนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน คนที่ได้ที่หนึ่งได้รับรางวัล ความจริงมาปรากฏภายหลังว่าทุจริตข้อสอบ รู้แนวข้อสอบ เด็ก ๆ ในห้องที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงก็เลยรับความเก่งกล้าสามารถของคนที่หนึ่งนั้นไม่ได้ เพราะมันไม่โปร่งใส มันเหมือนกับที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอเมื่อหลายปีที่ผ่านมา น่าอับอายขายหน้าในระบบราชการไม่เคยมีอะไรเช่นนี้เกิดขึ้นเลยตั้งแต่กระผมรับราชการมาตลอดจน ณ บัดนี้ ทำให้นึกถึงอดีตตอนกระผมรับราชการใหม่ ๆ เมื่อปี ๒๕๒๐ ตอนนั้นท่านปลัดกระทรวงชื่อท่านพิศาล มูลศาสตรสาทร เป็นชาวสุรินทร์ ท่านผู้มีเกียรติ จำได้ไหม ท่านน้อมนำพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม มาแปลงเป็นโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง มีประโยคหนึ่งคือ ประเทศไทยโชติช่วงชัชวาล กระผมมาอ่านบทบันทึกของ ดร.ถนัด คอมันตร์ พูดว่า อาเซียนทั้งมวลยกให้ประเทศไทยนำร่องในการจัดการประชุม เป็นที่มาของปฏิญญากรุงเทพฯ หรือ Bangkok Declaration of  ASEAN ก็ด้วยความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติที่เป็นแบบอย่างของคนในอาเซียนทั้งมวล ให้ท่านกรุณาขบคิดว่า ณ เวลานั้น ณ จุดนั้น ประเทศไทยเกิดเป็นที่ยอมรับสง่างาม นิตยสารต่างประเทศลงหน้าปกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เขาใช้คำว่า Mr.Cleaned โปร่งใส นายกรัฐมนตรีผู้มีความโปร่งใส เหมือนสุภาษิตไทยประโยคหนึ่งกระผมชอบ “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” ขอฝากท่านนายกเทศมนตรีไปบอกผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านและพอท่านนายกเทศมนตรียึดมั่นเจตนารมณ์พอท่านรองนายกเทศมนตรยึดมั่นเจตนารมณ์ ผู้ว่ายึดมั่นเจตนารมณ์ ลูกหางลูกแถวตามหมดครับ ภาพหน้าปกของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นที่เชิดชูเหลือเกินคือท่านประธานองคมนตรี ปัจจุบัน ท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งตอนนี้ ท่านอายุกว่า ๙๐ ปีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันดำรงคนซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีงามนี้ให้กับสังคมไทย ตอนนั้นไปต่างประเทศคนไทยได้รับการยอมรับเชิดหน้าชูตา กระผมได้ทุนกระทรวงต่างประเทศครั้งหนึ่ง ไม่อยากเข้าทางนิวยอร์กไปเลือกเข้าทางชิคาโก ให้มันคนน้อย ๆ หน่อย ตม. เห็นหน้าพาสปอร์ตเราเล่มสีน้ำตาล หนังสือเดินทางนักเรียนมา “you from Thailand sir” กระผมเป็นนักเรียน sir มากระผมก็ sir กลับ yes sir ท่านก็ประทับตราให้ปิดเล่มส่งให้กระผม มีการหันตราครุฑให้เราด้วยนะคือให้เกียรติมากในการส่งหนังสือเดินทาง ท่านเชื่อไหมครับกระดูกที่คอไม่รู้มันมาเสริมจากไหน ตั้งขึ้นเลย

2-57-8_002

whiteเมื่อก่อนเมืองไทยโปร่งใสมาก นี่ลองดูตัวเลขที่เขาสุ่มสำรวจดูสิครับ ปี ๕๕ ก็แย่อยู่แล้วนะครับ ลำดับที่ ๘๐ กว่า ประเทศอื่นมีแต่ตัวเลขมันจะน้อยลง สิงคโปร์เมื่อก่อนอยู่ที่ ๑๐ ต้น ๆ เดี๋ยวนี้อยู่ที่ ๗ ที่ ๘ ไม่นานคงเท่าเดนมาร์ก คงเท่าสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ ๑ อันดับ ๒ ของโลก ประเทศไทย ปี ๕๖ – ๕๗ นี่ยังไม่ประเมินนะ เขาใช้วิธีการสุ่มสำรวจ ลำดับที่ ๑๒๐ ต่ำลงมาอีกเรื่อง ทุจริตคอร์รัปชัน ท่านจะโทษใคร ก็ว่าระบบราชการ จนเดี๋ยวนี้ฝรั่งมังค่ามาทำธุรกิจในเมืองไทยใช้ระบบใต้โต๊ะครับ เป็นคำพูดที่น่าเกลียด ค่าน้ำชา กาแฟ อยู่ ๆ เขามองประเทศไทยที่เรารักและหวงแหนยิ่งด้วยชีวิต ท่านผู้บริหารต้องช่วยกันขบคิดและรักษาประเทศชาติให้ดำรงต่อไปให้จงได้

whiteกล่องที่สองคือหลักคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน อยากให้ท่านจดจำเจ้าชายจิกมี เมื่อครั้งทรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งท่านมาแสดงปาฐกถาพิเศษที่ มหาวิทยาลัยรังสิต (ม.รังสิต) ตรัสไว้ว่า “ประชาชนคนไทยทำไมต้องค้นคว้าหาตำรามาจากแดนไกลจากต่างประเทศ ในเมื่อตำราที่ทรงคุณค่าอยู่ใกล้ตัวท่านอยู่แล้ว” กระผมรับราชการเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ๒ ปีกว่า เห็นว่า ม.รังสิต มีวิสัยทัศน์อะไรจะก้าวไกลขนาดนั้น ๑๐ กว่าปีก่อนเรายังไม่ค่อยพูดเรื่องจริยธรรมสักเท่าไหร่ เราเพิ่งมาพูดกันหนัก ๆ เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่ ม.รังสิต ได้จัดคอร์สวิชาจริยธรรมกับเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กระผมได้รับเกียรติให้ขึ้นเวทีที่นั่นด้วย เลยไปถามอาจารย์ ม.รังสิต ว่ายังมีวิชานี้อยู่อีกหรือ คำตอบคือมี แล้วสอบด้วย ไม่ได้ให้เด็กมานั่งฟังเลคเชอร์อย่างเดียว จริยธรรมที่จะต้องปลูกฝังให้กับลูกหลานเยาวชนของเราเพื่อที่จะได้แทนเราในวันข้างหน้า ก็อยากให้ท่านมองอะไรที่เอกชนเขาร่วมมือร่วมใจกัน อย่าง ม.รังสิต มหาวิทยาลัยเอกชน พอ ม.รังสิต เปิดปุ๊บ ตามด้วยมหาวิทยาลัยเอแบค มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ วิชาจริยธรรม กล่องที่สองนี่จะโยงไปถึงคำพูดของนายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น กล่าวเทิดทูนพระองค์ท่านไว้เป็นอย่างมาก ซึ่งกระผมภูมิใจ

2-57-8_003

whiteท่านผู้มีเกียรติครับ ลองมองในกล่องที่สาม แผนของสภาพัฒน์ ในฉบับที่ ๑๑ ปัจจุบัน ใช้ถึงปี ๒๕๕๙ และพระเอกของแผนก็คือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่จริงเราต้องอยู่บนบรรทัดฐานของความไม่ฟุ่มเฟือย เพราะความไม่ฟุ่มเฟือยก็คือยาวิเศษจริง ๆ ดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน เกิดขึ้นเป็นแบบอย่างของผู้คนในชาติ ให้ผู้คนเรียนรู้ขวนขวายขะมักเขม้น ท่านไปกำหนดคิดดูเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน เทศบาลของท่าน องค์กรของท่าน เกิดความยั่งยืน เดี๋ยวนี้ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง อย่างเช่น มหาดไทยที่ไปลงนามร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลัก ๆ ทางใต้เราพึ่งมหาวิทยาลัยสงขลา ทางเหนือเราพึ่ง มหาวิทยาลัยนเรศวร อีสานเราพึ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทางภาคกลาง เรามีมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยจุฬาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น ภาคตะวันออกเราก็มี มหาวิทยาลัยบูรพา ในจังหวัดชลบุรี ลงนามร่วมกันหมด ทำไว้ในสมัยปลัดกระทรวง พระนาย สุวรรณรัฐ เรื่องความร่วมมือในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC ทุกจังหวัดสามารถไปขอได้ในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จริงจังหวัดต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นกล่องสุดท้ายที่กระผมกราบเรียนไปคือแผนของสภาพัฒน์ต้องจำไว้ให้แม่น ฮีโร่ของฉบับนี้คือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่จริงต้องน้อมนำมาปฏิบัติให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องไม่ฟุ่มเฟือย

ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์
(Human Development Lifetime Achievement Award)
ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ดังความตอนหนึ่งของ ฯพณฯ นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ในขณะนั้น)
ได้กล่าวถวายสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า

“…พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปยังบรรดาผู้ที่ยากจนที่สุด และเปราะบางที่สุดในสังคมไทย
ทรงรับฟังปัญหาของพวกเขาเหล่านั้น และให้ความช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น
ให้สามารถยืนหยัดดำรงชีวิตของตนเองต่อไปได้
ด้วยกำลังของตัวเอง โครงการเพื่อการพัฒนาบทบาทต่าง ๆยังประโยชน์ให้กับประชาชนนับล้าน ๆ ทั่วทั้งสังคมไทย…”

whiteอันนี้เป็นสิ่งที่นายโคฟี อันนัน กล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฝรั่งมังค่าเขามาพูดอะไรให้ฟังเพราะ ๆ นะครับ เขาพูดในสิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งสิ้น ท่านลองอ่าน ๕ บรรทัดนั้นดูสิครับ ขออนุญาตท่าน เมื่อปี ๒๕๔๙ ตรงกับวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พร้อมกับทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ ก็เป็นความภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเสาหลักที่สำคัญของสังคมไทย
เป็นสมบัติที่ชาวไทยทุกคนจะต้องร่วมกันปกป้อง
ให้สถาบันพระมหากษัตริย์คงอยู่ตลอดไป

whiteหลักคิดพระราชทานทั้ง ๒๓ ข้อ หรือหลักการทรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนน้อมนำสู่การปฏิบัติกว้างขวาง มีเรื่องหนึ่งเป็นปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อปี ๒๕๕๕ สถาบันพระปกเกล้า โดยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม ท่านสามารถหาอ่านในวารสารสมาคมประวัติศาสตร์ ฉบับที่ ๓๔ – ๓๕ เป็นการแสดงปาฐกถาที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ตอนหนึ่ง ดร.วิษณุ ได้กล่าวไว้ว่าท่านทำงานกับท่านนายกรัฐมนตรีมาหลายต่อหลายท่าน ในบ่ายวันหนึ่ง ดร.วิษณุ เครืองาม ได้พูดกับท่านนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งว่า เวลารัชกาลที่ ๕ ท่านทรงงาน ท่านจะทรงรอบคอบถี่ถ้วนมาก ไม่เคยกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะเป็นการผลีผลาม แล้วกลับกลายเป็นความบกพร่อง และสุดท้ายท่านก็ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ท่านไม่ได้ทรงทำงานอย่างที่ท่านนายกฯ ทำนะ นายกรัฐมนตรีก็พูดกลับไปที่ ดร.วิษณุ เครืองาม ว่า อ้าวก็พระองค์มีถึง ๔๒ ปี กระผมไม่ได้มีเวลายาวนานเพียงนั้น ดร.วิษณุ เครืองาม ก็เลยพูดกับนายกฯ ท่านนั้นว่า ก็ตอนนั้นพระองค์ท่านก็ไม่ทรงทราบว่ามีถึง ๔๒ ปี เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ ที่ทรงกระทำก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเป็นสำคัญ จะทรงมีความรอบคอบถี่ถ้วนจะทรงค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะลำหักลำโค่นไม่ได้หรอกนะ ท่านนายกฯ ถ้าท่านคิดอะไรไม่ออกก็ทำตามพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ดูสิ คือสร้างความเข้าใจก่อน แล้วจึงเข้าถึง ได้แล้วค่อยพัฒนา นี่ท่านนายกฯ จะพัฒนาโดยที่ยังไม่ได้สร้างความเข้าใจเข้าถึงนี่ไม่มีวันที่จะสำเร็จหรอก นายกรัฐมนตรีผู้นั้นก็เลยพูดไปที่ ดร.วิษณุ เครืองาม ประโยคสุดท้ายว่า นั่นมันสมัยก่อนแล้ว นี่มันสมัยปัจจุบัน ดร.วิษณุ เครืองาม ไม่ได้กล่าวว่านายกรัฐมนตรีท่านนั้นคือใครแต่เหตุที่ท่านนำปาฐกถาพิเศษมาแสดงในวันสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ครบ ๑๕๐ ปี วันประสูติ จะเตือนใจคนไทยว่าจะทำอะไรให้คิดถึงพระบรมราโชวาท คำสอนของในหลวงซึ่งเป็นยาวิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ทำงานมีความคิดอะไรได้ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วนเป็นผลดีผลงามสู่การปฏิบัติงานของเรา ไม่ว่าจะอยู่ภาครัฐหรือเอกชนก็ตามwhiteสามบรรทัดนี่เป็นสามบรรทัดที่กระผมเขียนขึ้นเสนอมหาวิทยาลัยแห่งสหราชอาณาจักร เมื่อครั้งกระผมเป็นนักศึกษา เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ก่อนจะไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

whiteมีหนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่ดี ชื่อว่าผู้นำกับการบริหารงานของการเปลี่ยนแปลงงานในยุค AEC เขียนโดยอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ดร.สุเมธ แสงนิ่มนวล เขียนดีมาก กระผมชอบจัง เล่มบางนิดเดียวนั่งอ่าน ๒ ชั่วโมงจบ ท่านนายกเทศมนตรีอยากให้ท่านหามาอ่าน เราจะเข้าสู่กรอบของ AEC ปลายปีหน้าแล้วนะครับ ตอนกระผมกลับมาจากเชียงใหม่ ใหม่ ๆ กระผมพูดว่าเหลืออีกตั้ง ๓ ปี เผลอนิดเดียวจะ ๓๑ ธันวาคม ศกหน้า ๒๕๕๘ แล้ว เที่ยงคืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ท่านนายกเทศมนตรี ท่านรองนายกเทศมนตรี ตื่นขึ้นเช้าวันใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ คือ วันที่เราเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเต็มรูป ตอนนี้เราวิจัยกันในส่วนกลาง จะนัดประชุมกันเดือนละครั้งตัวกระผมเป็นตัวแทนฝ่ายปกครองกระทรวงมหาดไทยไป มีหน้าที่ต้องติดตามการทำงานของ ๗๖ จังหวัด บางจังหวัดไปไกลมาก อย่างภูเก็ตนี่ไปไกลมาก จังหวัดมหาสารคามด้วย ได้มหาวิทยาลัยมหาสารคามมาช่วย มีอาเซียนเซ็นเตอร์เกิดขึ้น ให้ผู้คนมาศึกษาตีกรอบเฉพาะมหาสารคามกับบทบาทของอาเซียน ไม่ใช่ไปเอาประเทศไทยมาไว้ที่มหาสารคาม อันนั้นต้องมาเรียนรู้ในกรุงเทพฯ แต่ละพื้นที่พยายามกำหนดกรอบพื้นที่ของ AEC เฉพาะจังหวัดของตน ท่านคงทราบตอนนี้เรามี ๓๑ จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านแต่เราขอเพิ่มปัตตานีเข้าไปเป็น ๓๒ จังหวัด ที่เราจะต้องพินิจพิเคราะห์ให้ ๓๒ จังหวัดนี้ มีอัธยาศัยไมตรี มีภูมิปัญญาในงานวิเทศสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่อยากให้ศึกษาภาษาของประเทศเพื่อนบ้านพื้นที่เชื่อมติดกับเรา เรื่อง AEC นี่ก็ขอเป็นกำลังใจให้แก่ท่านนายกเทศมนตรีทุกท่านที่จะต้องเตรียมการ และก็ขอกำลังใจจากทุกท่านให้แก่กระผมด้วย ในขณะเดียวกัน ท่านมีข้อคิดอะไรที่จะสะท้อนมาให้ทางกรุงเทพฯ หรือตัวกระผมทำให้ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง หรือท่านจะเข้ามาเป็นเพื่อนกับกระผมในเฟซบุ๊กก็ได้นะครับ

whiteมีบทความที่กระผมนำเสนอต่อ วปอ. เรื่องแนวคิดทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงภาษาอังกฤษใช้ว่า Sufficiency Economy แต่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏานในเวลานั้นยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารใช้ศัพท์ว่า A Simple Life ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา แปลได้ความว่า “ชีวิตที่เรียบง่าย” ซึ่งกระผมชอบใจมากท่านได้ประทานเล่าให้ฟังที่มหาวิทยาลัยรังสิตว่า “ได้นำหลักคิดขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประกอบใช้ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ทำให้ประเทศของข้าพเจ้าเกิดความร่มเย็นเป็นสุข” เรื่องนี้มีคนเข้ามาในเฟซบุ๊กของกระผมเมื่อไม่กี่วันก่อนโพสต์ภาพว่าพระราชวังของพระองค์นั้น มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านอยู่ตรงกลาง ด้านขวาเป็นสมเด็จพระราชบิดาของพระองค์ และอีกด้านหนึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราอยู่ในระดับเดียวกันทั้งหมด ตรงหน้ามีพานดอกไม้วางเป็นเครื่องสักการะ พระองค์ทรงรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรามากอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง
เมืองศูนย์กลางการปกครอง
วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย

whiteคำขวัญของกรุงเทพมหานครที่กระผมยกมานี้ก็ต้องการที่จะให้เข้าใจว่า ประเทศไทยทั้งประเทศนั้นใช้กระเป๋าสตางค์เดียวกัน กระเป๋าสตางค์ของคนไทยทั้งประเทศ และต้องเข้าใจให้ถูกว่า กรุงเทพฯ เป็นการปกครองท้องถิ่น และประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว มีผู้บริหารบางท่านพูดออกสื่อว่า รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ อย่างนี้สับสนครับ ประเทศไทยไม่มีรัฐบาลกลาง เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปพูดนะครับว่าถ้าไม่เลือกพรรคใด เงินจะไม่ลงจังหวัดนั้น พูดไม่ได้นะครับ เราเป็นนักปกครอง นักบริหารต้องเข้าใจว่าทุกจังหวัดนั้นเท่าเทียมกัน รสนิยมทางการเมืองเป็นเพียงเรื่องหนึ่งในชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ทุกอย่างในการดำรงชีวิต เงินภาษีที่รวบรวมมาจากทุกจังหวัดต้องเอามารวมกันครับ ต้องพูดว่ากลางช่วยอีสาน อีสานช่วยเหนือ เหนือช่วยใต้ ใต้ช่วยกลาง อย่างนี้เพราะเราเป็นประเทศเดียวกัน อยู่ใต้ร่มพระบารมีเดียวกัน หลักคิดนี้อยากให้ลูกหลานเยาวชนได้รับการถ่ายทอดให้เกิดความตระหนักด้วย กระผมไปพบกับเยาวชนจังหวัดต่าง ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้ไปที่เพชรบุรีมาก็ได้พูดกับประชาชนและเยาวชนชาวเพชรบุรี ชาวประจวบคีรีขันธ์ว่า ช่วยกันถวายการดูแลทั้ง ๒ พระองค์แทนประชาชนชาวไทยทั้งประเทศด้วย มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งกล่าวว่า “ฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ ท่านรองปลัด” กระผมได้ฟังแล้วก็เกิดความซาบซึ้งประทับใจ

เราทั้งหลายเฉพาะได้เกิดมาในประเทศนี้รวมกันแล้ว
บางคนก็ต้องอยู่ในตำแหน่งอันใหญ่ บางคนก็อยู่ในตำแหน่งอันน้อยแต่แม้ว่าจะมียศตำแหน่งแปลกกันไปในระหว่างพวกเราฉันใดก็ดี
ก็ยังมีหน้าที่อันหนึ่งซึ่งเราทั้งหลายย่อมมีอยู่เหมือนกันหมด
คือว่ามีหน้าที่ที่จะต้องมีรักซึ่งกันและกัน
แลจะต้องกระทำการตามกำลังของตนที่จะกระทำได้
เพื่อให้บ้านเมืองเรามีความสุข รุ่งเรืองขึ้น

whiteข้อความนี้เป็นพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ท่านทรงเน้นว่าหน้าที่ของคนไทยคือ การรักซึ่งกันและกัน และร่วมกันกระทำการงานอย่างเต็มที่ตามกำลังที่จะทำได้ โดยมีเป้าหมายที่จะให้บ้านเมืองมีความสุขรุ่งเรืองขึ้นwhite

พระมหามงกุฏเป็นเครื่องหมายของพระราชาธิปไตย
พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดาอันมีค่าฉันใดข้าราชการที่อุตส่าห์พยายามช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญสุข
ก็เปรียบเหมือนเพชรนิลเครื่องประดับพระมหามงกุฎฉันนั้น

whiteขอให้ประชาชนคนไทยน้อมนำหลักคำสอนพระราชทานของพระองค์ท่านมาประกอบในเรื่องความสมัครสมานสามัคคี ความรู้รักสามัคคี เข้าใจเข้าถึงพัฒนา ความมีชีวิตที่พอเพียง สังคมไทยจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไม่เช่นนั้นเราพูดกันแต่เรื่องความปรองดองโดยไม่พูดเรื่องความซื่อสัตย์ไม่ได้ มันเป็นเรื่องเดียวกัน

whiteเป็นข้อความจากพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ เช่นเดียวกันครับ กระผมมักกล่าวกับเพื่อนข้าราชการเสมอว่า ความหมายของการเป็นข้าราชการที่ดีเปรียบเหมือนเพชรยอดพระมหามงกุฎข้าราชการทุกท่านต้องมุ่งมั่นปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ

“ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร”
“ความจงรักภักดีแท้จริงนี้เองคือความรักชาติ”

whiteสองข้อความนี้เป็นของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ มีท่านอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวราวกับท่านรู้เหตุการณ์ในอนาคต พระราชดำรัสเรื่องความจงรักภักดีนั้น ที่แท้แล้วหัวใจก็คือความรักชาติ ตรงนี้กระผมขอให้ท่านนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีทุกท่านถวายกำลังใจไปที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ที่วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอให้ท่านนายกเทศมนตรีฯ ได้ช่วยกันดูแลรักษาล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ของปวงชนชาวไทยด้วย

2-57-8_006

whiteภาพนี้เป็นพระดำรัสของพลเรือเอก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือที่ทหารเรือยกย่องท่านว่าเป็นบิดาแห่งกองทัพเรือ เรียกสั้น ๆ ว่าเสด็จเตี่ย ลองดูนะครับที่ท่านมีพระดำรัสว่า “แผ่นดินให้กำเนิดเรามามิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น” ทรงเป็นพระราชโอรสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ในระดับเดียวกับสมเด็จพระบรมราชชนกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา หรืออีกนัยหนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นเสด็จปู่สายตรงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชอัธยาศัยหลายประการจึงคล้าย ๆ กันความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ ความเรียบร้อย เพราะทรงมีสมเด็จพระบรมราชชนนีด้วย ครูบาอาจารย์ที่จังหวัดเชียงใหม่พูดกับกระผมเสมอว่า แม้สมเด็จย่าเสด็จจากไปแล้วกว่า ๑๐ ปี แต่ก็เหมือนยังไม่เสด็จจากไปไหน อาจารย์ชาวปกาเกอะญอ ท่านหนึ่ง บอกว่า “ท่านไม่ได้เสด็จจากไปไหน ท่านอยู่กับดิฉันตลอดเวลา” แล้วเอามือจับที่หัวใจ

2-57-8_007

whiteภาพที่กระผมจะนำเสนอเป็นภาพสุดท้ายชื่อว่าต้นไม้ของพ่อ เวลากระผมฟังเพลงนี้ที่ขับร้องโดยคุณเบิร์ด ธงชัย ทีไรกระผมซาบซึ้งประทับใจทุกที มีข้อความสามบรรทัดที่ลึกซึ้งกินใจเหลือเกิน

whiteกระผมขอเล่าอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องครอบครัวของกระผม ปกติถ้ามีเวลาเราสามคนพ่อแม่ลูกจะไปดูภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ แถวเซ็นทรัลบ้าง ลาดพร้าวบ้าง ราชประสงค์บ้าง ครั้งหนึ่งคุณพ่อกระผมเพิ่งเสียไปไม่นาน ลูกชายยังเป็นเด็กอยู่ เราก็นัดกันไปดูภาพยนตร์ ก่อนเริ่มฉายภาพยนตร์ กระผมก็ไปเข้าห้องน้ำ กลับออกมาไม่เห็นลูกชายที่ให้ยืนรออยู่ ก็มองหาไม่เห็น ตัดสินใจเข้าไปในโรงภาพยนตร์ พบลูกชายกระผมยืนอยู่ตรงทางเดินในโรง เอามือประสานไว้ข้างหน้า แล้วแกก็บอกกระผมว่า “ปู่สอนไว้ว่าจะมาดูหนังอย่าได้ละเลยเป็นอันขาดที่จะเข้ามายืนถวายความเคารพในหลวงในขณะที่มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปู่สอนด้วยว่าถ้าไม่ได้แต่งเครื่องแบบเป็นข้าราชการก็ดูอย่างชาวต่างประเทศที่ยืนตรงเอามือประสานกันไว้ด้านหน้าเป็นการถวายพระเกียรติ ปู่สอนให้กระผมทำอย่างเดียวกัน” วันนั้นแกทำอย่างที่ปู่สอนครับ ในขณะที่บนจอฉายพระบรมฉายาลักษณ์ และบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ตั้งแต่นั้นกระผมกับภรรยาจะไม่เคยช้าอีกเลย ต้องเข้ามาถวายความเคารพให้ทัน สิ่งนี้คือความเป็นคนไทยที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติด้วยสำนึกของความรักชาติรักบ้านเมือง

whiteเมื่อใดก็ตามที่เมืองไทยเข้าสู่ช่วงของการพลิกฟื้นคืนดี ขอให้ท่านนายกเทศมนตรีทุกท่านช่วยกันดำรงรักษาประเทศไทย ถวายการรักษาองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นะครับ วันนี้กระผมภูมิใจมากที่สำนักงาน กปร.ให้กระผมมาบรรยายและได้บรรยายให้แก่ท่านนายกเทศมนตรีทั้งหลาย กระผมขอจดจำเช้าวันนี้ตลอดไปครับ

Print

เรียบเรียงโดย สำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อขับเคลื่อนแนวพระราชดำริ