บทความพิเศษ : เล่าขานตำนาน กปร.

3-56-3_001

whiteยินดีที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยในวันนี้ ให้เล่าประวัติของสำนักงาน กปร. จะได้มีโอกาสรับทราบว่าทำไมถึงได้ตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา
whiteก่อนมีแนวความคิดตั้งสำนักงาน กปร. นั้นมีความคิดที่จะตั้งหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งถวายงานพระเจ้าอยู่หัว เกิดขึ้นจากในสภาพัฒนาฯ ในช่วงปี ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ ผู้ที่คิดจะตั้ง คือ คุณเกษม สนิทวงศ์ฯ แต่ไม่ลงเอย ผมสุดท้ายก็ไม่ตั้ง ทิ้งช่วงไป …ถัดมา ปี ๒๕๒๔ วันหนึ่ง ดร.เสนาะ อุนากูล มาบอกว่า ท่านพลเอกเปรม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี อยากจะตั้งหน่วยงานถวายพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริ ก็เสนอเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ก็ผ่านไปด้วยดี ผลสุดท้ายหน่วยงานเกิดขึ้น
whiteท่านที่ ๒ ต้องเอ่ยชื่ออีกคนหนึ่ง คือ คุณชายท้องน้อย ทองใหญ่ ตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองราชเลขาธิการ ตอนแรกพระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดที่จะตั้ง เกรงว่าตั้งขึ้นมาเสร็จแล้วมันจะช้าเข้าไปอีก แต่คุณชายทองน้อยฯ กราบบังคมทูลว่าทดลองก็แล้วกัน …ผลสุดท้าย กปร. ก็เกิด ประธานคณะกรรมการของ กปร. ก็คือ นายกรัฐมนตรี
whiteงานระยะแรก ๆ นั้น ถ่ายทอดผ่านพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ท่านจักรฯ บอกว่า รับสั่งให้ตั้งศูนย์ศึกษา ให้เร่งทำที่นราธิวาส อย่างไรก็ตาม สิ่งไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นคือ ภายในหนึ่งปีนั้นศูนย์ตั้งขึ้นได้ แล้วท่านก็เสด็จฯ ที่นั่นในช่วงปีถัดไป พอพระทัยมาก เพราะว่ารับสั่งปีกว่าเท่านั้นก็สร้างศูนย์ขึ้นมาเลย

3-56-3_002

white…วันนั้นถึงได้รับสมญานามอันแรกเกิดขึ้น… “ถุงเงิน”… วันเสด็จฯ พิกุลทองก็ไปอยู่ท้ายขบวน ไม่กล้าเข้าใกล้ท่าน เพราะไม่รู้ตัวเอง…ตำแหน่งเลขาธิการ กปร. อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ก็ไปต่อท้าย รับสั่งว่า…ไปตามถุงเงินมา..วันนั้นที่จำได้ดีเพราะเป็นวันแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไร จะต้องยืนตรงไหน จะต้องถวายงานอย่างไร ตั้งแต่วันนั้นมาก็เลยจะอยู่ข้างหลังเยื้องๆ ท่านไป จนกระทั่งทุกวันนี้
whiteการได้ตามเสด็จเป็นเรื่องสนุกมาก ได้เรียนรู้…และเหนือสิ่งใด ได้เรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่านซึ่งเป็นของมีค่าเหลือเกิน
whiteงานโครงการพระราชดำรินั้น สิ่งสำคัญคือ วิธีการของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านพยายามที่จะให้ความรู้ ไม่เคยพระราชทานเงิน แต่พระราชทานสติปัญญาให้ พระราชทานเงินก็ให้เงินไม่รู้จบ คนก็ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ให้ความรู้ให้สติปัญญาไปสร้างเงินได้ไม่รู้จบ ใครขโมยก็ไม่ได้และไม่สูญหายไปไหน เพราะความรู้สามารถจะต่อยอดไปเรื่อย ๆ อันนั้นคือภารกิจสำคัญ
white
หลังจากถวายงานมาพักนึง ก็ทรงทดสอบความกล้าของเรา ความจงรักภักดีไม่ใช่กราบทูลให้พอพระทัยไปเรื่อย ๆ ความจงรักภักดีที่จริง เห็นอะไรจริง ๆ ต้องทูลตรงไปตรงมาเลย จะทรงโปรดไม่โปรดอะไร ถ้าความจริงเป็นอย่างนั้นทูลไปเลย… สอบผ่านนั่นแหละ ท่านถึงได้บอกตรง ๆ ว่าท่านเริ่มวางพระทัย โปรดเพราะตรงนี้ ท่านรับสั่งว่า… รอแบบนี้มานานแล้ว

3-56-3_004

whiteต่อมา ตำแหน่งเลขาธิการ กปร. ก็เกิดขึ้น ผ่านพรบ. จากสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเป็นกฎหมายก็เลยมาเป็นที่ตั้งของสำนักงาน กปร. คราวนี้แยกตัวจากสภาพัฒน์ฯ โดยสิ้นเชิง ตอนแรกปัญหาใหญ่ก็คืออยู่ที่ไหนที่อยู่ใกล้วัง สองต้องอยู่ใกล้ทำเนียบแล้วจากวังมาเซ็นที่ทำเนียบ เพราะนายกฯ เป็นประธานของ กปร. มันต้องใกล้สองจุดนี้ เพื่อสะดวกในการเซ็น และหลังจากนั้นก็เริ่มมีเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนาขึ้น มีการเดินขบวนมาทำงานไม่สะดวก พวกเดินขบวนเขาก็มีวันหยุดได้ หรือหยุดคนอื่นได้ แต่เราหยุดไม่ได้ เพราะเราทำงานกับประชาชน พระเจ้าอยู่หัวบอกการเป็นพระเจ้าอยู่หัวต้องเป็น ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นงานเราก็ ๒๔ ชั่วโมงเหมือนกัน เพื่อให้งานสนองเพื่อประชาชนนั้นได้เป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจประชาชน อันไหนรอได้ กปร. ทำไป อันไหนรอไม่ได้ชัยพัฒนาทำไป เพราะฉะนั้นเคยอยู่ด้วยกันพอ แยกกันไปงานมันก็ไม่ค่อยสะดวก ท่านเลยย้ายมา
white
ถามว่า…ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวลำบากไหม ถ้าคุณเข้าใจ คุณไม่ลำบาก ถ้าคุณไม่เข้าใจคุณก็ไม่ลำบากเหมือนกัน แต่ถ้าจะถวายให้ดีนั้นลำบาก สิ่งที่มีพระราชกระแส เราจะทำหรือไม่ทำ มีข้อขัดแย้งอะไรหรือไม่แล้วต้องถามประชาชนด้วย ทรงทำประชาพิจารณ์ด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งแน่ใจจึงขยายผล

3-56-3_006

whiteอนาคตของโครงการพระราชดำริจะทำอย่างไร”… ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอด เราจะปรับตัวยังไงพอสถานการณ์เปลี่ยนไป วันเวลาเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราเปลี่ยนไป ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นอยู่ที่ว่า…เราจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ทันไหม แล้วทันไม่พอ…เหมาะสมหรือเปล่าเพราะถ้าปรับทันแต่บางครั้งไม่เหมาะสม…นำไปสู่การพังทลายของงาน
white…เพราะว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ใช่เพื่อตัวเรา ไม่ใช่แม้เพื่อสำนักงานเรา แต่เพื่อถวายงานเจ้านายเราเป็นหลักและต้องตรงไปตรงมา คุณตามเกมที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณทันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะถวายงานนั้น อ่านอนาคตให้ออกด้วย
white…การที่เริ่มโครงการขึ้นมามันจะไปซ้ำซ้อนหน่วยงานราชการ สมควรไหมแข่งกับราชการ..ผิด ร่วมราชการได้..ร่วมยังไงออกแบบให้ดีให้มันเรียบง่ายและยังคงเอกลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวคือช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือในแง่มุมไหน…ต้องคิดงานเก่านี่จะทำยังไงจะใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร จะต่อยอดอย่างไร ดีกว่าไปสร้างขึ้นใหม่ เอาความรู้ของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นทฤษฎี แล้วนำเข้าไปอยู่ในกรอบของการศึกษาแล้วไม่ใช่ขยายไปสร้างใหม่ หน้าที่เกี่ยวกับความรู้ จะเพิ่มขึ้นสติปัญญาจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากทั้งนั้นเลย

3-56-3_009

whiteถามว่า…ชื่อสำนักงานใครเป็นคนตั้ง…กราบบังคมทูลว่าจะใช้ชื่อว่ากระไร เราก็เสนอชื่อไป… โครงการตามพระราชดำริ ท่านบอกไม่ให้ใช้…เผด็จการ ตอนแรกไม่รู้ภาษาไทยดี เขาตั้งมายังไง ก็ตามใจคนตั้ง ก็เริ่มต้นจาก “โครงการตามพระราชประสงค์หุบกระพง” ถัดมาเป็น “โครงการตามพระราชดำริ” ฉันเห็นว่าเผด็จการทั้งหมดเลย… ไม่ให้ใช้.. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป … ให้ใช้ “สำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เมื่อฉันสั่งอะไรออกไป ฉันเสนอแนะอะไรออกไป ให้นำไปตรองดูก่อน ให้ไปสังเคราะห์ดูก่อนว่ามันเหมาะสมที่จะทำหรือไม่อย่างไร ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องทำ ฉันเป็น National Consultant … ผลสุดท้าย ชื่อนี้ก็ออกมาเป็นชื่อ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” …อันเนื่องนะ แล้วระหว่างทางเราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสภาพ
white
พระเจ้าแผ่นดินนั้นมีหน้าที่ ๓ ประการ ประการแรกที่สุดนั้น.. The Right to Advice สิทธิในการให้คำแนะนำหน้าที่ที่สองคือ The Right to be Consulted ใครมาขอคำปรึกษาต้องให้ และหน้าที่ที่สามคือ The Right to Warn มีภัยอันตรายมาสู่ประเทศนั้น พระเจ้าแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ ออกมาเตือน นี่คือหน้าที่ ๓ อย่าง
whiteตัวแรก The Right to Advice พระเจ้าอยู่หัวทำ แต่ไม่เป็นทางการ วันที่ ๔ ธันวาคม ท่านจะออกมาพูดอะไรยาวเหยียด แต่ท่านแทรกคำแนะนำของท่านไปด้วย แนะอย่างนั้น แนะอย่างนี้ น้ำท่วมปี ๕๔ เสร็จแล้วถัดมาอีกสักระยะนึกขึ้นได้ว่า เออ..ความจริงเรื่องราวต่าง ๆ วิธีแก้นี่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ แล้ว ในวาระต่าง ๆ ท่านจะออกมาแนะนำอย่างไม่เป็นทางการเป็นระยะ ๆ นี่ประการหนึ่ง
whiteประการที่สอง The Right to be Consulted ใครมาปรึกษาต้องให้คำปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ จนกระทั่งถึงชาวบ้านเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัวได้ทั้งนั้น ขอคำปรึกษาพระเจ้าอยู่หัวได้ทั้งนั้น เพราะท่านให้ทุกราย จะให้แบบไหนยังไงนั่นอีกเรื่องนึง นี่คืออำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบพระเจ้าอยู่หัว

3-56-3_010

whiteThe Right to Warn บ้านเมืองอันตรายท่านจะออกมา ๑๔ ตุลา จำประโยคนี้ได้ไหม “…ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชนะบนซากปรักหักพังของบ้านเมือง…” ท่านไม่มีสักครั้งที่ชี้ว่าใครผิดใครถูก ท่านบอกไม่ใช่หน้าที่ท่าน หลายคนเถียงในใจบอกว่าแล้วเมษาที่แล้วทำไมไม่ออกมา ท่านบอก…ออกไม่ได้…เขากำลังใช้กฎหมายกันอยู่รัฐบาลเขาตั้ง ฉันจะออกมาไปเบรกกฎหมายเค้า ฉันจะใหญ่กว่ากฎหมายหรือ… ไม่ ท่านรู้ของท่านเองตอนไหน ท่านจะออกหรือไม่ออก ท่านออกไปขัดเดี๋ยวเค้าหาว่าเข้าข้างรัฐบาล พอห้ามรัฐบาลก็หาว่าเข้าข้างคนประท้วง…ไม่ได้ จะออกตามอำเภอใจไม่ได้ …ท่านรับสั่งกับผมอย่างนี้… Last Ball เท่านั้น.. ลูกบอลลูกสุดท้ายนี้ ฉันจะออก แต่ใครจะเป็นคนตัดสินว่าตอนไหนเป็นตอนบลูกบอลลูกสุดท้าย ตรงนี้สิยาก พระองค์ท่านรับสั่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลได้ว่า It’s a art of ship of state. เป็นศิลปะของประมุขของประเทศ รู้เองตอนไหน ควรจะออกตอนไหนไม่ควรออก พอออกแล้วฉันต้องมั่นใจว่าต้องหยุดเพราะถ้าออกมาแล้วไม่หยุดนี่จบเลยนะประเทศเรา
whiteประสบการณ์ผม ๓๐ กว่าปี ตามไปถวายงาน…ถอยหลังกลบัมาดู, วิเคราะห์, ทูลถาม…ที่ผมได้เปรียบคือ ขณะที่คนอื่นไม่กล้า..ผมกล้า ผมไม่กลัวโดนดุหรอก ยิ่งโดนดุมากยิ่งรู้มาก พ่อท่านดุเสร็จคราวนี้ท่านอธิบายต่อเยอะเลย ท่านไม่ได้ดุจริงหรอก ท่านดุเมตตา ท่านโปรดด้วยซ้ำไปที่ไปซักถามรายละเอียด เพราะฉะนั้นอย่ากลัว แล้วก็ทำวันนี้ให้เต็มที่ … ขอให้มีความสุขครับ

 

บรรยายเนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๒ ปี สำนักงาน กปร. ๙ กันยายน ๒๕๕๖
โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และอดีตเลขาธิการ กปร.

Print