แนะนำโครงการ : ดุลยภาพการจัดการ… สู่ปฏิญญาขนาบนาก

รูปแบบการบริหารจัดการน้ำร่วมกันของชุมชน ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

4-55-5_001

whiteเกริ่นนำ

whiteสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของลุ่มน้ำปากพนัง แหล่งต้นน้ำมีน้อย น้ำทะเลรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก ยิ่งสภาพภูมิอากาศแปรปรวนทำให้เกิดปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมซ้ำซากเกิดการเสียสมดุลของระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมไร้ขอบเขตและไม่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม นำสู่วิกฤตทางธรรมชาติ มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎร ได้พระราชทานพระราชดำริในแนวทางพัฒนา จึงก่อเกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยโครงสร้างพื้นฐานหลักของโครงการเป็นเครื่องมือเพื่อการจัดการทั้งระบบลุ่มน้ำ คือป้องกันน้ำเค็ม เก็บกักน้ำจืด ควบคุมการระบายน้ำ แบ่งเขตการใช้ประโยชน์น้ำจืดน้ำเค็มแยกออกจากกัน ส่งผลทำให้ระบบนิเวศน้ำกร่อยขาดหายไป

4-55-5_006

whiteทุกการพัฒนาล้วนส่งผลกระทบ แต่ทำอย่างไรให้การพัฒนาภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด…สร้างดุลยภาพการจัดการจากการเสียสมดุลของระบบนิเวศ

4-55-5_005

whiteชุมชนตำบลขนาบนากได้รับผลกระทบอย่างไร
               

whiteสภาพที่ตั้งของพื้นที่ตำบลขนาบนาก เป็นพื้นที่ปลายน้ำอยู่ติดทะเลอ่าวไทย มีแหล่งน้ำคลองธรรมชาติสาขาแม่น้ำปากพนัง คือคลองปากพนัง (ชื่อในแผนที่) แต่ชาวบ้านเรียกคลองหัวไทร และคลองหน้าโกฏิ เป็นคลองขุดใหม่เชื่อมต่อชายฝั่งทะเลก่อนเกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ หากมองในข้อเท็จจริงของสภาพแวดล้อม พื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าถึงแหล่งน้ำจืดได้ยาก หากปีไหนฝนแล้งแหล่งน้ำในพื้นที่จะมีค่าความเค็มสูงและไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้ เมื่อโครงการฯ เกิดขึ้นมีการกำหนดแนวเขตการแบ่งแยกน้ำจืดน้ำเค็มชัดเจน พื้นที่ตำบลขนาบนากถูกแบ่งตามความต้องการของชุมชน คือมีทั้งพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากน้ำเค็มและพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากน้ำจืด โดยหลักการแบ่งแยกน้ำจืดน้ำเค็มทำให้น้ำโซนน้ำกร่อยหายไป

4-55-5_011

whiteสภาพปัญหาภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่
 

whiteอาชีพหลักดั้งเดิมของคนในชุมชนตำบลขนาบนาก คือ การทำนา กับการทำไร่จากในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เกิดกระแสการเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อเชิงอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ทำนาและพื้นที่ทำไร่จากถูกปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์เป็นการขุดบ่อเลี้ยงกุ้ง ทะเลเป็นจำนวนมาก เมื่อการเลี้ยงกุ้งทะเลล้มเหลวก็หันกลับมาทำไร่จากอีกครั้ง โดยสภาพพื้นที่ไร่จากหลังจากที่เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จึงมีทั้งไร่จากในพื้นที่น้ำจืดและในพื้นที่น้ำเค็ม ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำกร่อยบางช่วงเวลาของต้นจาก ดังนั้นในสภาพการณ์ปัจจุบันจึงประกอบด้วยอาชีพหลากหลายมากขึ้น ได้แก่ การทำนา การทำไร่จาก (น้ำจืดและน้ำเค็ม) การเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อ และการทำประมงในลำน้ำ โดยมีลำน้ำในพื้นที่ ๕ สายน้ำที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งความต้องการใช้น้ำไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ทำนาต้องการน้ำจืด ไร่จากต้องการน้ำกร่อย เลี้ยงกุ้งทะเลในบ่อ และทำประมงในลำน้ำต้องการน้ำเค็ม

47

whiteการสร้างกระบวนการจัดการโดยชุมชน
               

whiteสภาพปัญหาในพื้นที่ไม่ถึงขั้นเกิดความขัดแย้งจากการใช้ประโยชน์ในเรื่องน้ำที่แตกต่างกัน แต่เมื่อการทำอาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลประสบปัญหา ส่วนหนึ่งได้หันกลับมาทำอาชีพดั้งเดิมคือการทำไร่จาก จึงเกิดข้อเรียกร้องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอให้สร้างโซนน้ำกร่อยสำหรับไร่จาก โดยเฉพาะไร่จากที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม เหตุผลการเรียกร้องเพราะว่าน้ำเค็มจัดทำให้ได้ผลผลิตน้ำตาลจากลดลงและต้นจากอาจจะตายได้ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริประสานการดำเนินงานโครงการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ไร่จาก โดยหน่วยงานกรมชลประทานได้พิจารณาโครงการร่วมกับชุมชน และดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ จำนวน ๑๗ แห่ง ปิดกั้นลำน้ำในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเค็มเข้าท่วมพื้นที่ไร่จากในช่วงที่น้ำเค็มจัด และช่วยระบายน้ำในพื้นที่ไร่จากช่วงฤดูน้ำหลาก

whiteโจทย์ปัญหาหลักคือความต้องการน้ำกร่อยหรือน้ำที่มีค่าความเค็มเหมาะสมสำหรับไร่จาก การบริหารจัดการอาคารบังคับน้ำดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตน้ำเค็ม ไม่สามารถดำเนินการสู่เป้าหมายได้ ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้ประสานการดำเนินงานต่อเนื่องโดยได้พิจารณาผลการศึกษาชุดโครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งมีโครงการ “ผลกระทบและการปรับตัวของเกษตรกรทำจากในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง : กรณีศึกษาชุมชนขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงได้ประสานดำเนินการต่อยอดฐานข้อมูลองค์ความรู้ในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ เข้าร่วมการวิจัยด้วย

48

whiteการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบมีส่วนร่วม ในพื้นที่ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” มีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้ปัญหาและพัฒนาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยยึดชาวบ้านเป็นหลักและกำหนดภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ภาคชุมชน ภาครัฐ ภาควิชาการ ในกระบวนการวิจัยมี ๖ ขั้นตอน คือ การเตรียมการของผู้เริ่มต้นกระบวนการ การประสานผู้เกี่ยวข้อง การระดมข้อมูล การตรวจสอบวิเคราะห์และสรุปข้อมูล การสร้างฉันทามติร่วม การรวมตัวของชาวบ้านที่มีภาครัฐและภาควิชาการหนุนเสริม

whiteข้อตกลงร่วมเกิดปฏิญญาขนาบนาก

whiteการจัดกระบวนการให้เกิดการระดมข้อมูลในเวทีแต่ละสายคลอง และลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความครบถ้วนโดยการเรียนรู้ร่วมกัน ตรวจสอบกัน และร่วมกันเสนอทางออก ตลอดจนเก็บข้อมูลการจัดการระบบน้ำจากประสบการณ์ของชาวบ้านในพื้นที่อื่น ด้วยการจัดศึกษาดูงานที่ชุมชนตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จะได้ทบทวนเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่ชุมชนตำบลขนาบนาก การตรวจสอบ วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลร่วมกันโดยแกนนำชุมชนและผู้ให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนักวิจัย เพื่อให้ได้ข้อเสนอระดับตำบลต่อการจัดการน้ำในอนาคตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในอาชีพที่แตกต่างกัน ภายใต้ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมของพื้นที่ในปัจจุบัน จนกระทั่งได้คณะกรรมการและข้อเสนอการจัดการน้ำของแต่ละสายคลอง แล้วร่วมมือกันทั้ง ๕ สายคลอง ช่วยกันกำหนดรูปแบบการจัดการน้ำ และข้อตกลงในการบริหารทรัพยากรน้ำทั้ง ๕ สายคลองร่วมกัน โดยใช้ชื่อว่า “ปฏิญญาขนาบนาก ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ ๒๕๕๒”

49

whiteบทสรุป

whiteวิถีชีวิตในการทำอาชีพที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรน้ำที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของคุณลักษณะ (น้ำจืด-น้ำเค็ม) ปริมาณและเวลาที่ต้องการ ประกอบกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป การแก้ปัญหาหากมองเฉพาะตนจะแก้ไขได้ยาก กระบวนการที่นำไปสู่ข้อตกลงร่วมได้สำเร็จ เป็นการน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “รู้ รัก สามัคคี” มาปรับใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมจนเกิดความร่วมมือ และการนำเอาความเป็นทางสายกลางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเข้าถึงความเป็นไปของธรรมชาติ การเกื้อกูลของสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศมาใช้ในการจัดการ เป็นการจัดการที่เริ่มต้นจากการปฏิบัติจริง ให้เป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อพิสูจน์ความสำเร็จของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ชุมชนใช้ทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นการมองการจัดการจากหน่วยนิเวศขนาดเล็ก แล้วค่อยขยายผลสู่หน่วยนิเวศขนาดใหญ่ต่อไป

โดย สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ ๔Print