ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา : ๒๐ ปี ผลสำเร็จ ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก ๒๒) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

2-57-3_001

whiteนับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเปิดโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก ๒๒) เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๗ จวบจนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี ที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว ได้ดำเนินการในการทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และเหมาะสมกับวิถีชีวิตของราษฎรลาว จนประสบความสำเร็จสามารถเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ เป็นสถานที่ฝึกอบรม สถานที่ฝึกงานสำหรับเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตร เกษตรกร รวมถึงนักเรียนและนักศึกษาเป็นจำนวนมาก

การศึกษาอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรในศูนย์ฯ ได้แก่

ระดับชาวบ้าน/เกษตรกร : การฝึกอบรมความรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ และรอบเมืองนาทรายทอง สามารถดำเนินการได้ปีละ ๒ ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะแบ่งออกเป็น ๓ หน่วยงานหลักในการให้การฝึกอบรม คือ งานวิชาการเกษตร งานปศุสัตว์ และงานประมง รวมประมาณ ๑๖๐ – ๒๔๐ คนต่อปี ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรจากแขวงอื่น ๆ ที่ขอเข้าร่วมฝึกอบรม ได้แก่ แขวงอุดมไช และแขวงบ่อแก้ว เป็นต้น

ระดับโรงเรียนและสถาบัน : กลุ่มจากโรงเรียน และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จากทั่วสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ส่งนักเรียนและนักศึกษาเข้าฝึกอบรม และฝึกงานในศูนย์ฯ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ – ๒๕๕๗ มีจำนวน ๒๐ – ๕๐ คน/ปี จาก ๑๓ สถาบันการศึกษา และยังมีนักศึกษาของไทยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จำนวน ๖ คน เข้าฝึกงานในศูนย์ฯ เป็นระยะเวลา ๓ เดือน

ระดับเจ้าหน้าที่จากองค์กรอื่นๆ และเกษตรกรจากแขวงต่าง ๆ : มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรต่าง ๆ เข้ามารับการอบรมในด้านต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่พนักงานระดับวิชาการของเมืองจนถึงหัวหน้าแผนกกสิกรรม ๑๗ แขวง องค์การชาวหนุ่ม สปป.ลาว ทั่วประเทศ โครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำเทิน ๒ โครงการ เขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม ๒ ประมาณ ๑๕๐ – ๒๐๐ คน/ปี

2-57-3_003

whiteนับจากที่ได้จัดตั้งศูนย์ฯ มานั้น ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการเกษตร เป็นตัวอย่างและแหล่งเรียนรู้สาธิตให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้เข้ามาศึกษาดูงานตลอดจนฝึกอบรมและถ่ายทอดวิชาการและเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการจัดทำแปลงสาธิตตัวอย่างทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า “ครอบครัวตัวแบบ” จำนวน ๑๓ ครอบครัว โดยคัดเลือกเกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เพื่อเข้ามาอยู่อาศัยพร้อมรับการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีในรูปแบบเกษตรผสมผสาน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน ๔ ปี สามารถเก็บเงินไปซื้อที่ดินทำการเกษตรของตัวเองได้

 

2-57-3_007_2

การขยายผลสำเร็จสู่ประชาชนชาวลาว

จากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของคณะทำงานฝ่ายลาว-ไทย ได้วางเป้าหมายในด้านการขยายผลไปยังแขวงต่าง ๆ จำนวน ๑๗ แขวง เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้กับเจ้าหน้าที่แผนกกสิกรรมและป่าไม้ ได้รับความรู้และนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีของงานพัฒนาด้านต่าง ๆ อาทิ งานชลประทาน งานพัฒนาที่ดิน งานวิชาการเกษตร งานปศุสัตว์ และงานประมง ไปถ่ายทอดและส่งเสริมเกษตรกรชาวลาว เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน ๙ แขวง มีเจ้าหน้าที่แผนกกสิกรรมและป่าไม้และครอบครัวตัวแบบเข้าร่วมสัมมนาจำนวน ๓๒๐ คน

๑. แขวงหลวงพระบาง ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๕ – ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
๒. แขวงสะหวันนะเขต ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๒๔ – ๒๕ กันยายน ๒๕๕๓
๓. แขวงบอลิคำไช ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๑๙ – ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓
๔. แขวงหลวงน้ำทา ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๑๖ – ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔
๕. กำแพงนครหลวงเวียงจันทน์ ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔
๖. แขวงหลวงอุดมไช ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๒๙ – ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕
๗. แขวงอัตตะปือ ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๒๓ – ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๕
๘. แขวงพงสาลี ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖
๙. แขวงเชียงขวาง ไปดำเนินการขยายผล เมื่อวันที่ ๒๓ – ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๖

whiteจากการขยายผลดังกล่าว ทำให้ทราบว่าแต่ละแขวงมีปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการเกษตรในด้านใดบ้าง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้านการเกษตรเฉพาะด้านอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

– แขวงหลวงพระบาง มีความต้องการและศักยภาพที่จะพัฒนาด้านการประมง จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการสร้างสถานที่เพาะพันธุ์ปลา ปัจจัย พร้อมทั้งองค์ความรู้การเพาะและขยายพันธุ์ปลา
– แขวงหลวงน้ำทา มีความต้องการและศักยภาพที่จะพัฒนาด้านการเกษตรประเภทไม้ผล ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้สนับสนุนพันธุ์ไม้ผลชนิดต่าง ๆ จำนวน ๑,๒๐๐ ต้น ให้กับแผนกกสิกรรมและป่าไม้แขวงหลวงน้ำทา เพื่อเพาะและขยายพันธุ์ต่อไป
– แขวงอัตตะปือ มีความต้องการและศักยภาพที่จะพัฒนาด้านปศุสัตว์ จึงได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ เป็ดเทศ จำนวน ๒๐๐ ตัว พร้อมตู้ฟักไข่ เพื่อเป็นแหล่งเพาะและขยายพันธุ์ให้กับเกษตรกรต่อไป

2-57-3_008

จากระดับแขวงสู่ระดับประเทศ
white
จากบทบาทและความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรมในด้านองค์ความรู้ดังกล่าวโดยเฉพาะศักยภาพของศูนย์การพัฒนาและบริการด้านการเกษตรฯ ที่มีความพร้อมที่จะดำเนินงานในขอบเขตทั่วประเทศของ สปป.ลาว ประกอบกับความสำคัญของศูนย์การพัฒนาและบริการด้านการเกษตรฯ ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้จัดตั้งศูนย์ฯ นี้ขึ้น ดังนั้น เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ จึงได้จัดพิธีส่งมอบโครงการฯ จากเดิมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแขวงนครหลวงเวียงจันทน์ ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ ซึ่งจะทำให้มีงบประมาณ และบุคลากรที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญจะมีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรทางด้านการเกษตรของลาวให้พัฒนาก้าวไกลยิ่ง ๆ ขึ้นไป

2-57-3_011_2

ตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ

2-57-3_012

นายแก้ว พิมพิสวย

 whiteปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่แขวงสุวรรณเขตทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดิมมีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง และรับจ้างทั่วไป ได้รับค่าจ้างวันละ ๑๓,๐๐๐ กีบ หรือประมาณวันละ ๕๐ บาท ไม่มีบ้านและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง จึงได้ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการครอบครัวตัวแบบของศูนย์ฯ ในปี ๒๕๔๓ โดยโครงการศูนย์ฯ ได้จัดสรรที่ดินเนื้อที่ ๒ เฮกตาร์ หรือประมาณ ๑๒ ไร่ ๒ งาน แบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นที่อยู่อาศัย ๑ งาน ทำนา ๓ ไร่ ขุดบ่อปลา ๒ งาน แปลงผัก ๑ ไร่ แปลงไม้ผลและป่าประมาณ ๘ ไร่ ในปี ๒๕๔๗ งานพัฒนาด้านวิชาการเกษตร ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตโดยการถ่ายทอดเทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพการขยายพันธุ์ไม้ผล ได้แก่ การติดตา ต่อกิ่ง เสียบยอด รวมถึงการปรับวิธีคิด ทัศนคติในการดำรงชีวิต เมื่อระยะเวลาผ่านไป ๑ ปี ผลปรากฏว่า นายแก้วฯ และครอบครัว สามารถมีเงินเก็บ (จากการสะสมวันละประมาณ ๗๐,๐๐๐ – ๘๐,๐๐๐ กีบ) ซื้อที่ดินทำกินเนื้อที่ ๑.๕ ไร่ ที่บ้านนายางเป็นของตนเองได้

whiteปัจจุบัน นายแก้วฯ ออกจากศูนย์ฯ ไปแล้ว และได้อยู่อาศัยและทำกินบนที่ดินของตนเอง โดยมีอาชีพหลักในการปลูกผัก และขายกิ่งพันธุ์ไม้ผล นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และเทคนิควิธีด้านการเกษตรแก่เพื่อนบ้านและเกษตรกรชาวลาวด้วยกันเองอีกด้วย

 

2-57-3_015
นายจันดวงดี วันนะสุก

whiteปัจจุบันอายุ ๕๘ ปี ราษฎรบ้านหัวช้าง เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของศูนย์ฯ มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ โดยได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้งานพัฒนาด้านวิชาการเกษตร เดิมนายจันดวงดีฯ มีพื้นนาอยู่ ๑ เฮกตาร์ หรือประมาณ ๖.๒๕ ไร่ ทำนาโดยใช้ปุ๋ยเคมีมาตลอด ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีมากกว่าปีละ ๑.๕ ล้านกีบ แต่ผลผลิตข้าวที่ได้เพียงปีละ ๓.๕ ตัน ซึ่งพอกินเฉพาะในครอบครัว แต่ไม่พอขายต่อมาในปี ๒๕๔๕ นายจันดวงดีฯ และเพื่อน ๆ ได้มาศึกษาดูงานที่ประเทศไทยโดยการสนับสนุนของกรมวิเทศสหการกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน กปร. มีความประทับใจกับการเกษตรผสมผสาน และการทำนาในระบบเกษตรอินทรีย์ จึงได้นำกลับมาลงมือปฏิบัติในที่ดินของตนเอง ผลปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการทำนาลดลงเหลือต้นทุนไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ กีบ และได้ทำปุ๋ยใช้เอง ในขณะที่ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น จาก ๓.๕ ตัน เป็น ๕ ตันต่อเฮกตาร์ ทำให้มีข้าวเหลือขาย และเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น

whiteปัจจุบัน นายจันดวงดีฯ มีที่ดินกว่า ๗๐ ไร่ มีฝูงวัวกว่า ๕๐ ตัว และมีเป็ด ไก่ ปลา อีกเป็นจำนวนมาก จนได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นในคราวกองประชุมพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครั้งที่ ๔ ที่นครหลวงเวียงจันทน์

 

2-57-3_019

นายวัน หลวงสียา

whiteราษฎรบ้านน้ำเกี้ยง เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ อายุ ๕๕ ปี เดิมมีอาชีพทำนา หาปลา และเข้าป่าหาของดง และรับจ้างทั่วไป เลี้ยงครอบครัวมีฐานะยากจน ความเป็นอยู่แร้นแค้น มีหนี้สิน ในปี ๒๕๔๖ ได้เดินทางมาทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ณ จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เครือข่ายอินแปง และเครือข่ายวนเกษตรภูพาน จังหวัดสกลนคร นายวันมีความสนใจกับวิชาการขยายพันธุ์ไม้ผลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการติดตา การต่อกิ่ง การเสียบยอด โดยเริ่มนำมาปฏิบัติ และประกอบเป็นอาชีพ ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว ได้เข้ามาสนับสนุนทางวิชาการและนำมาฝึกอบรม ถอดบทเรียนที่ประเทศไทย ได้รับความรู้และแนวคิดในการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

whiteปัจจุบัน แม้นายวันจะเสียชีวิตแล้ว แต่ภรรยาและลูกก็ได้มาดำเนินการต่อ มีเรือนเพาะชำกล้าไม้มีการเพาะขยายพันธุ์พืชผักพื้นบ้าน ขยายพันธุ์ไม้ผล ทำดินปลูก แกลบเผา เพื่อขายให้กับเรือนเพาะชำ จำนวนกว่า ๒๐ ร้าน ในนครหลวงเวียงจันทน์ มีการจำหน่ายพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น ผักติ้ว กระโดน แค มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย มะกรูด มะขาม ผักเม็ก พริก ทำให้ครอบครัวมีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยยึดแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถมีรายได้เฉลี่ยปีละ ๑๐๐ ล้านกีบ มีรถยนต์ ๒ คัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามอัตภาพ

Print

2-57-3_021

whiteสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสที่ทรงร่วมงานฉลองครบรอบ ๒๐ ปี การก่อตั้งศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก ๒๒) เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๗ ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๗ พร้อมด้วย ฯพณฯ นายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในขณะนั้น โดยมีข้าราชการระดับสูงของทั้ง ๒ ประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน ครั้งนั้นนับเป็นปฐมอุดมฤกษ์ของศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรแห่งนี้บัดนี้ศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว มีอายุครบ ๒๐ ปี การดำเนินงานของศูนย์ในการพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชนเห็นประจักษ์ว่าเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ และบรรลุเป้าหมายสูงสุดดังที่มุ่งหวังไว้คือ ประชาชนในพื้นที่มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถเลี้ยงตนเองพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และครอบครัวอยู่อย่างผาสุกถ้วนหน้ากัน ถือเป็นความสำเร็จที่น่าปลาบปลื้มและภาคภูมิใจ

whiteอนึ่ง การที่ในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งโครงการพัฒนารูปแบบนี้ในอีกหลายพื้นที่ หลายแขวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความยินดีอีกประการหนึ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่ากระบวนการพัฒนาของโครงการแม่แบบประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม จึงมีการขยายผลออกสู่พื้นที่กันดารอื่น ๆ เพื่อจะช่วยให้ประชาชนที่ยังทุกข์ร้อนลำบากอีกจำนวนมากมีโอกาสได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนให้ดียิ่งขึ้น

2-57-3_022

whiteจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการงานชลประทาน งานพัฒนาที่ดิน งานวิชาการเกษตร งานปศุสัตว์ งานประมง พร้อมทั้งเยี่ยมชมครอบครัวตัวแบบ และทรงปลูกต้นแคนเป็นที่ระลึก

whiteในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำริ กับท่านวิลัยพร พมเข รัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร. และท่านอนุลม ตุนาลม ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว ความว่า

“รู้สึกปลื้มที่เห็นผลสำเร็จของโครงการฯ จากสภาพเดิมที่เป็นป่า จนปัจจุบันประสบความสำเร็จ และขอให้ช่วยพิจารณาสืบต่อการใช้ประโยชน์ โดยนำผลสำเร็จของศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว (หลัก ๒๒) ไปช่วยเหลือประชาชนชาวลาว เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนต่อไป…”

Print

โดย สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ ๒