บทความพิเศษ : การขับเคลื่อนวิถีชีวิตพอเพียงสู่การพัฒนาประเทศ

4-58-4_001

การสัมมนาศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักงาน กปร.
“การขับเคลื่อนวิถีชีวิตพอเพียงสู่การพัฒนาประเทศ”
วันที่ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๕๘

บรรยายโดย : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
เรียบเรียงโดย : นางสาวมทิรา ภัคทิพวดี
กองประชาสัมพันธ์

 

พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนว่า

“บ้านเมืองไทย คนไทยได้พบกับการเปลี่ยนแปลงมาตลอดเวลา เราเคยเสียกรุง เราเคยชนะศึกใหญ่ เคยมาหมดแล้ว เราเคยเจริญรุ่งเรือง บางครั้งเราก็เจอวิกฤต เจอมาหมด เพราะฉะนั้นเราเจอกับประเทศเพื่อนบ้าน เราทำศึกกับพม่า เขมร แต่ว่าหลังจากที่ค่าย ๒ ค่ายนี่ไม่มี โลกใบนี้ไปมาหาสู่กันได้ ท่านรับสั่งไว้ว่า ประเทศไทยจะเจอการเปลี่ยนแปลง ที่มากกว่าเดิม แล้วท่านเตือนว่า คนไทยต้องระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น”

ก่อนที่เราจะมีคำว่าโลกาภิวัตน์ โลกาภิวัตน์ แปลว่าอะไร แปลว่าโลกทั้งใบคือหมู่บ้านเดียวกันไปมาหาสู่กัน บางคนเขาก็หวังดีบางคนก็หวังร้าย ประเทศไทยก็อาจจะเจอทั้งดีทั้งร้ายถ้าเรารู้เท่าทัน เราก็จะรับมือได้ อันนั้นคือคน แต่สิ่งที่ไม่ใช่คนคือธรรมชาติ ตอนหลัง ๆ เกิดภาวะโลกร้อน เดี๋ยวแล้ง น้ำท่วม เกิดสึนามิ บ้านเรายังดีนะ ยังไม่ถึงกับร้อนตาย ปีนี้สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐอิสลามปากีสถานร้อนตายไป ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ คน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า

“ต้องระมัดระวัง ประคับประคองตัวเองกับประเทศชาติประคับประคองและระมัดระวัง ประคับประคองมากขึ้นและระมัดระวังมากขึ้นท่านบอกว่า จึงจะอยู่รอดได้และพัฒนาให้เจริญได้”

ตอนปี ๒๕๔๐ เราก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจ ทรงเตือนไว้ เจอการเปลี่ยนแปลงที่แย่จริง ๆ ตอนนั้น วิกฤตเศรษฐกิจตอนปี ๒๕๔๐ – ๒๕๔๑ มีบริษัทล้ม โรงงานปิด ปิดไม่มีงานทำ หลายคนฆ่าตัวตายเพื่อจะหนีภาวะที่มันแร้นแค้นจริง ๆ ตอนนั้นผมอยู่แถวบางพลี มีคนงานบางคน ไม่ฆ่าตัวตาย อีกปีเศษเจอคนงานกลับมาทำงานอีก ถามว่า ช่วงที่เพื่อน ๆ ฆ่าตัวตายไปอยู่ไหนเขาบอก “ผมโชคดีครับ ผมมีน้าอยู่ที่สุโขทัยมีที่นาผมไปอยู่กับเขา จึงมีกิน” แล้วบอก “อ้าว แล้วเพื่อนที่ฆ่าตัวตายละ” “พวกเขาขายนาไปหมดแล้ว มาเป็นคนงานพอบริษัทปิดเลยต้องฆ่าตัวตายไม่มีที่ไป” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยรับสั่งกับชาวนาที่จังหวัดปราจีนบุรีไว้ว่า “อย่าขายที่ดินทำกิน ให้เก็บไว้ให้ลูกหลาน” ก็เลยรู้ซึ้งว่าที่พระองค์รับสั่งมันเป็นแบบนี้

4-58-4_002

“ถ้าคนหายจน เขาจะมีเสรีภาพถ้าเขามีสิทธิเสรีภาพประเทศเราจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์”

ตอนปี ๒๕๔๐ ถึงปลายปี ๒๕๔๑ ประเทศไทยกำลังเจอภาวะ IMF มาบังคับเรา คล้าย ๆ สาธารณรัฐเฮลเลน (ประเทศกรีซ) แต่ของเราโชคดี พระเจ้าอยู่หัวทรงหาทางออกให้ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคาถาพิเศษ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ปีนี้ ๒๕๕๘ กว่า ๑๖ ปี ถามว่าคนไทยเอาไปอ่านกันบ้างไหม อ่านแล้วเข้าใจไหม เข้าใจแล้วเอาไปทำไหม ทำแล้วเกิดอะไรขึ้นคล้าย ๆ กับที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าสอนธรรมะในพระไตรปิฎก ๓ เล่ม พวกเราอ่านแล้วเข้าใจไหม เข้าใจแล้วปฏิบัติธรรมไหม ปฏิบัติธรรมแล้วได้ประโยชน์จากชีวิตตัวเอง

กับครอบครัวไหม คือคำถาม ๓ คำถาม พวกเรามาในวันนี้สำหรับท่านทั้งหลายทุกท่าน เป็นผู้ซึ่งสำนักงาน กปร. พิสูจน์ว่า

“ท่านทั้งหลายเข้าใจ ท่านทั้งหลายนั้นเอาไปทำ แล้วก็เกิดประโยชน์ด้วย ท่านทั้งหลายในที่นี้ มีทั้งประชาชน มีทั้งชุมชน มีทั้งบริษัท ทั้งรัฐวิสาหกิจ มีทั้งสถานศึกษาเอาไปทำเราก็ได้ประโยชน์” ผ่านไป ๑๐ กว่าปี วันนี้สำนักงาน กปร. เชิญท่านทั้งหลายมาคุยกัน ที่จังหวัดพะเยาทำสำเร็จว่าเป็นอย่างไรหน้าตาเป็นอย่างไร ที่จังหวัดมหาสารคามทำสำเร็จเป็นอย่างไร ที่จังหวัดเชียงรายทำสำเร็จเป็นอย่างไรมีทั่วประเทศ มีชาวไร่ ชาวนาที่เข้าใจปรัชญานี้ แล้วเอาไปทำให้สำเร็จเยอะ

เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีก่อน ผมเพิ่งจะรู้จักปรัชญานี้จริง ๆ ผมไม่รู้จัก ผมต้องศึกษา แต่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ผมไปบรรยายในเรื่องนี้ เพราะผมไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ ผมเรียนแพทย์มา ทางธนาคารฯ เขาบอกไม่ได้ อาจารย์ต้องไปอาจารย์พูดเรื่องยาก ๆ ให้ง่ายได้ อ่านเสร็จในฐานะแพทย์ก็อยากจะรู้ว่าตรงไหนเป็นหัวใจ เป็นสมอง เป็นแขนขา แล้วก็ไปแบ่ง ๆ พูดง่าย ๆ แล้วสมองเอามาทำประโยชน์อะไร แขนขาทำประโยชน์อะไร ถึงได้ไปบรรยายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น หอการค้า บริษัทต่าง ๆ ช่วยกันดีมาก แล้วก็ที่สถานศึกษาด้วย ขณะนี้มีโรงเรียนของ สพฐ. ได้นำเอาปรัชญานี้ไปใช้มากบ้างน้อยบ้าง เรามีโรงเรียน ๑๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ที่ทำได้ดีเยี่ยมจริง ๆ ๕๐ กว่าแห่ง ปลายปีนี้เราขอให้แต่ละแห่งสรุป best practice ของตัวเอง แล้วเราทำสัมมนาใหญ่ระดับชาติให้โรงเรียนอื่นที่เขาสนใจมาศึกษาดูว่า เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้างจริง ๆ ปรัชญานี้ผู้ที่เห็นประโยชน์ ไม่ได้มีเพียงชุมชน ชาวไร่ ชาวนา ตามมหาวิทยาลัยในประเทศหลายแห่งได้เห็นประโยชน์มากแล้วก็ทำเป็นองค์ความรู้แล้วเอาไปทำหลักสูตรสอนเด็ก สอนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตอนนี้แพทย์มหิดลกับมหาวิทยาลัยในเครือรัฐออสเตรเลียเขากำลังจับมือกัน จะสอนปริญญาเอกโดยใช้เนื้อหาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพราะอะไร เพราะนักวิชาการทั่วโลกเขามาศึกษาเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เขาเชื่อว่าปรัชญานี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมืองไทยจะช่วยให้โลกรอดพ้นได้จากความหายนะ ทำไมถึงใช้คำว่า “ความหายนะ” ความหายนะแปลว่าความฉิบหาย ขณะนี้ มีประชากรโลกอยู่ ๗,๓๐๐ ล้านคนทั่วโลก ประเทศไทยมี ๖๔ – ๖๕ ล้านคน ถ้าทอน ๗,๐๐๐ กว่าล้าน เหลือ ๑๐๐ คนนะ แล้ว เอาโลกนี้ไปขายได้ ๑๐๐ บาท คนที่รวยที่สุด ๑ คน ครอบครองทรัพย์สินทั้งโลกมากกว่า ๕๐ บาท และอีก ๙๙ คนในโลกถือครองทรัพย์สินไม่ถึงครึ่ง มันเป็นความหายนะ ที่รวยก็รวยเป็นล้าน ๆ แสนล้าน ๆ ที่จนก็จน จนกระทั่งไม่มีน้ำจะกิน ไม่มีข้าวจะกิน มันเกิดอะไรขึ้นในโลกใบนี้ ในเมืองไทยก็คล้าย ๆ กัน ๖๔ ล้านคน เหลือ ๑๐๐ คน แบ่งเป็น ๓ กลุ่มคนที่รวยที่สุด ๒๐ คนแรก คนกลาง ๆ ๖๐ คน และคนที่จนที่สุด ๒๐ คน แล้วเอาเมืองไทยไปขายได้ ๑๐๐ บาท คนที่รวยที่สุด ๒๐ คนนี้ เป็นเจ้าของ ๖๙ บาท คน ๖๐ คน จำนวน ๓ เท่าแต่ถือครองได้ ๓๐ บาท ๖๙ + ๓๐ บาท เหลือกี่บาท เหลือบาทเดียว ใครถือครอง คนจนที่สุด ๒๐ คน ถือบาทเดียว อันนี้คือตัวเลขเมื่อปี ๒๕๕๖ ของสภาพัฒน์ ประเทศไทย ยิ่งพัฒนา คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน คนชั้นกลางยิ่งจนลง ขณะนี้ เรามีหนี้ครัวเรือน ๑๐.๔ ล้าน ๆ บาท ๔ หรือ ๕ เท่าของงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณแผ่นดินปีหนึ่งประมาณล้านหรือสองล้าน ๆ เศษ แต่หนี้ของคนไทยทั้งหมดเลย ๑๐.๔ ล้าน ๆ บาท เกิดอะไรขึ้น ทำไมเราบริหารประเทศอย่างไร คนรวยยิ่งรวย แล้วคนจนยิ่งจน สหประชาชาติหลายปีแล้วส่งนักวิชาการมาประเมินปรัชญานี้ แล้วก็บอกว่าปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะช่วยให้คนจนพ้นจนได้ดีที่สุด ไม่มีอะไรดีกว่านี้อีก

 

“Sustainable Development” คือต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

4-58-4_003

UNDP ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาของสหประชาชาติ สำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ดูแลภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้นำปรัชญานี้รวมทั้งบทเรียนจากบริษัทเอกชนบ้าง จากชุมชน แล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วส่งไป ๑๖๖ ประเทศ เพื่อให้ทั้งโลกได้เรียนรู้ “ปีหน้าสหประชาชาติขอให้ทั้งโลกเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาใหม่เขาใช้คำว่า “Sustainable Development” คือต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน” ผมจะบอกว่าพัฒนาอย่างไรจึงจะยั่งยืน ที่ผ่านมาคนรวยยิ่งรวยคนจนยิ่งจนไม่ยั่งยืน

พวกเรา ๔๐ ท่านนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน ผมดีใจที่ กปร. จัดสัมมนานี้ขึ้น จริง ๆ เรามีหมู่บ้านอยู่ ๗ หมื่นหมู่บ้าน อีกหลายหมู่บ้านที่ยังไม่ค่อยสนใจในการที่จะนำปรัชญานี้ไปใช้ สองปีที่แล้วประเทศเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน เผาบ้าน เผาเมืองกัน ทุกคนอึดอัดหมด รวมทั้งท่าน ว.วชิรเมธี

4-58-4_005

ท่านบอกว่า “บ้านเมืองมันมืด อาตมาขอจุดเทียนเล่มน้อย ซักเทียนหนึ่ง ซักดวงหนึ่ง” แล้วท่านก็ออกแบบหลักสูตรให้ชาวนา ๑๐๐ คน ให้คนจังหวัดเชียงรายและคนจังหวัดพะเยามาเรียน ๑ ปี ปี ๒๕๕๖ – ปี ๒๕๕๗ สอน ๒ อย่าง คือ

. ทำเกษตรอย่างไรให้ต้นทุนลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคน ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ ท่านได้กำหนดไว้เองแบบนี้ มีคนมาสอนชาวนาไว้คนหนึ่ง จะทำเกษตรอย่างไร

– ต้นทุนลดลง การใช้ปุ๋ยใช้อะไร ลดต้นทุนได้ ที่เราทำกันเป็นการทำเกษตรที่แพงเกินเหตุ ลดได้

– เพิ่มรายได้ ถ้าเราเลือกสายพันธุ์ดี เรารู้วิธีทำอย่างดีแล้วทำแปรรูปได้ เพิ่มรายได้ ถ้าขายข้าวเปลือกเกวียนหนึ่งก็ได้หลายพันแล้ว แต่เจ้าของโรงสีเป็นคนกำหนด ถ้าขายข้าวสารถุงแล้วมาทำโรงสีชุมชน ได้อีกหลายเท่าตัว

– ต้องไม่เป็นอันตรายต่อชาวนาเอง หรือลูกหลานชาวนาที่อยู่ในไร่ ใช้ยาฆ่าแมลงลดลง ใช้ยาฆ่าหญ้าลดลงประเทศไทยเป็นประเทศที่กลาง ๆ แต่สั่งยาฆ่าหญ้ากับยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเข้ามาอันดับ ๔ อันดับ ๕ ของโลก ลดได้ไหม ลดได้

. หลักสูตรอีกส่วนหนึ่งของชาวนา ๑๐๐ คน ก็คือ ท่านบอกว่า “ท่านจะไม่สอนธรรมะละก็เพราะว่าฟังมาตั้งแต่เด็กจนแก่ละพวกเนี่ย แต่ให้ปฏิบัติธรรมะโดยลดอบายมุข ๓ ข้อ เหล้า บุหรี่ หวย ๓ ตัวนี้” ทำไมถึงเลิก ๓ ตัว เพราะว่าท่านให้นักวิชาการจากธนาคาร ธกส. ธนาคารออมสิน มาสอนชาวนาที่เป็นนักเรียนของท่านให้ทำบัญชีครัวเรือน ทำรายรับรายจ่ายดูแล้วมาดูรายจ่าย ชัดเจนเลยครับ ๑ ใน ๔ ของรายจ่ายนั้น เสียไปกับ เหล้า บุหรี่ และหวย

หลักสูตร ๑ ปี ๑๒ เดือน ปรากฏว่าท่านขอให้ผมไปมอบปัญญาบัตร หลายคนที่มารับปัญญาบัตรวิ่งมาหาผมแล้วบอก “ท่านองคมนตรีครับ ตั้งแต่ผมมาเรียน ผมไม่ได้กินเหล้า สูบบุหรี่ แล้วเล่นหวย ผมใช้หนี้ได้หมดเลยภายใน ๖ – ๗ เดือน” ผมถามว่า “มีหนี้เท่าไหร่” “ก็ไม่มากครับ ก็ ๔-๕ หมื่น คนที่มีหนี้มากกว่าผมคงปี ๒ ปีหมดละ” หนี้ครัวเรือน ๑๐.๔ ล้าน ๆ บาท ถ้าชาวนาทั้งประเทศไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นหวย อีกไม่กี่ปีก็หมด แต่มันทำไม่ได้ใจมันไม่แข็ง ใครอยากทำไปดูได้ที่ไร่เชิญตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

4-58-4_004

ขณะนี้เป็นรุ่นที่ ๓ จบไป ๒ รุ่น รุ่นละ ๑๐๐ คน เพราะว่าท่านต้องหาเงินมาเปิดโรงเรียนเอง ท่านก็เลยทำได้น้อย ท่านทำได้ ๑๐๐ คน ก็ยังดียังไม่สามารถรับชาวนาที่จังหวัดอื่นเพราะว่าอยู่ไกล วันเสาร์ไปเรียนกันที เพราะเดินทางลำบาก ท่านก็เลยรับเฉพาะอยู่แถวจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา ที่เดินทางไปมาได้

ตอนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานปรัชญามาใหม่ ๆ เผอิญเพื่อนชวนไปทอดผ้าป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี แถวท่าม่วงเป็นวัดบ้านนอก ผมก็ไปนั่งรอพระที่มารับผ้าป่า มีคุณตาคุณยาย ๒ ท่านที่นั่งข้างผม ผมก็ถามว่า “คุณตาคุณยายทำอะไร” ท่านบอก “ทำนา” “แล้วมีนาเท่าไรละ” “๗ – ๘ ไร่ เท่านั้นเอง” “แล้วมีลูกกี่คน” “๔ – ๕ คน” “อู้ยย ลูกหลานโตกันหมดละ เขาไม่เป็นภาระของตากับยายละ” แล้วผมก็นึกยังไงไม่รู้นะผมก็โพล่งไปถามว่า “คุณตารู้จักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวไหม” คุณตาตอบว่าไงรู้ไหม “โอ๊ย ตาปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะบอกอีก แล้ว อบต. มันพยายามจะเอารางวัลมาให้ตา ตาไม่อยากได้เลย รางวัลเศรษฐกิจพอเพียงไปให้ที่บ้านตา ตาไม่อยากได้” แล้วแกก็หัวเราะ คนที่ปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง ทำมาก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะบอกว่างั้น สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประมวลไว้มันเป็นระบบ เอามาจากไหน เอามาจากปัญญาของปู่ย่าตายายของเรา คนไทย เอามาจากวิธีคิด หลักคิดจากศาสนาพุทธ

พวกเราที่ปฏิบัติจริงชาวบ้านที่ปฏิบัติจริง ได้เรียนว่านี่คือเนื้อหาของปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ผมก็เอามาอ่านแล้วผมก็แบ่ง ๓ – ๔ หัวข้อ อ่านเสร็จ ๑ หน้า ได้ ๓ – ๔ หัวข้อ ประโยคแรกบอกว่าปรัชญานี้เอาไว้ใช้ทำอะไร ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้แนวดำรงอยู่จาก

ประชาชนทุกระดับทั้งครอบครัวชุมชน รัฐ ใช้ให้เข้ากับการพัฒนาครอบครัว ชุมชน ประเทศ ใช้ในการบริหารประเทศก็ได้ จริง ๆ ใช้กับนักเรียนนักศึกษาใช้ได้หมดกับทุกคนใช้กับครูที่เป็นหนี้ได้หมดทุกคน ถ้าครูเป็นหนี้ต้องเอาปรัชญาไปใช้นะหัวใจคือทางสายกลาง ทางสายกลางไม่ได้หมายความว่า เอาเชือกมาขึงแล้วก็แบ่งครึ่งมายืนอยู่ตรงกลางทางสายกลางพระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่สุดโต่งทำมากเกินหรือน้อยเกิน แต่ขอให้ตรงที่พอดี ยืนบนความพอดี โดยเฉพาะพัฒนาเศรษฐกิจต้องก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ ท่านเป็นห่วงประเทศไทยว่าจะก้าวไม่ทันประเทศอื่นก็เลยแนะท่านว่าก็เอาปรัชญานี้ไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจะก้าวทันโลก อันนี้คือเป้าหมายที่รับสั่ง ผมก็เลยสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ “เป็นแนวการปฏิบัติตน ประชาชนใช้ได้ทุกระดับ ใช้ทางสายกลางคือไม่สุดโต่งน้อยเกินหรือมากเกิน แล้วก็จะก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์”

 มีคนเอาไปบิดเบือนคนที่ไม่หวังดีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาว่าคนเอาปรัชญานี้มาใช้แล้วจะจนร่ำไป ปรัชญานี้ใช้กับ บริษัท SCG ก็ได้ใช้กับเศรษฐีก็ได้ ถ้าเอาไปใช้นะ มันจะไม่ฆ่าตัวตายแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ เขาจะมีความมั่นคงในครอบครัวเขา ต่อให้เขามีแสนล้านหมื่นล้าน หรือคนจนจะหายจน ประโยคที่สอง หลักของความพอเพียงนี้ พวกเราเข้าใจตรงกันไหม เคยรับสั่งว่า “ที่ฉันใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ที่จริงมันมีด้านอื่นด้วยไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียวด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ฉันเลยใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง” ที่จริงปรัชญานี้คลอบคลุมหมด เราอาจจะเรียกว่าปรัชญาแห่งหรือปรัชญาของชีวิตพอเพียง ปรัชญาของธุรกิจพอเพียง ปรัชญาของชุมชนพอเพียงก็ได้ แต่ตอนนั้นมันเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บ้านเมืองกำลังแย่ ระส่ำระสายพระองค์เลยใช้คำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

4-58-4_006
๑. ความพอประมาณ
๒. ความมีเหตุผล
๓. ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน

พระองค์ขยายคำว่า “พอเพียง” หมายถึงอะไร หมายถึง. ความพอประมาณ ๒. ความมีเหตุผล ๓. ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เวลาเกิดผลกระทบจากภายนอกประเทศ มันเข้ามากระทบประเทศไทย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในแล้วกระทบชาวบ้านเอง เช่น น้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ เกิดการเปลี่ยนแปลงคือน้ำท่วมใหญ่กระทบไหม กระทบไปตั้งหลายหมู่บ้านหลายจังหวัด ถ้าใช้เศรษฐกิจพอเพียงถึงจะมีน้ำท่วม น้ำท่วมใหญ่กระทบเหมือนกัน แต่ว่าความเสียหายจะไม่มาก แต่ถ้าไม่ใช้เศรษฐกิจพอเพียงมันจะกระทบมาก สมมติมีครอบครัว ๒ ครอบครัว บ้านอยู่ติดกันน้ำท่วมเท่ากัน ในหมู่บ้านท่วมเท่า ๆ กัน ครอบครัวที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียงมีเงินออม มีคุณธรรม รับรองได้ถึงจะเสียหายก็น้อยกว่าอีกบ้านหนึ่ง ซึ่งอีกบ้านที่มีแต่หนี้สิน กินเหล้า เล่นหวย เล่นไพ่ มันกระทบมากกว่าเยอะเลยเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้กระทบน้อย เสียหายน้อย แล้วฟื้นเร็วด้วย เวลาน้ำลดบ้านที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียงจะฟื้นเร็ว กับบ้านที่มีหนี้มีสินรุงรัง น้ำลดมันก็ยังไม่ไหวอยู่เรามาขยายความกัน

 เรื่องพอประมาณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่า ที่พอประมาณคือ พอประมาณตามอัตภาพ ในขณะนั้น มีอยู่บริษัทหนึ่ง ตอนนั้นเป็นบริษัทเล็ก ๆ มีเงินประมาณ ๑๐๐ ล้าน ในบริษัท ตอนนั้น ถ้าเอาปรัชญานี้ไปใช้ เวลาตัดสินใจความพอประมาณ พอประมาณต่อ ๑๐๐ ล้าน อีก ๑๐ ปีผ่านไป บริษัทเพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท การตัดสินใจพอประมาณก็คือพอประมาณต่อ ๑,๐๐๐ ล้านบาท มีครู ๒ คนเป็นเพื่อนกันโรงเรียนเดียวกันเงินเดือนเท่ากัน เงินเดือน ๒๑,๐๐๐ บาท ครูอีกคนหนึ่งเป็นลูกเศรษฐีมีมรดกเยอะ หลาย ๑๐ ล้าน ครูอีกคนหนึ่งเป็นลูกชาวบ้านมีหนี้อยู่แสนหนึ่ง เวลาตัดสินใจพอประมาณของครู ๒ คน ไม่เท่ากัน อดีตรัฐมนตรีคลัง อาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขึ้นไปที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วไปอยู่บนดอยอินทนนท์ เจอครู ๔ – ๕ คนกำลังกินข้าวกลางวัน ก็เข้าไปนั่งคุยกับครูขอถามหน่อยว่าครูเงินเดือนเท่าไร มีหนี้เท่าไร อาจารย์มาบอกกับผม ท่านองคมนตรีครับเราเข้าใจผิดหมดเงินเดือนครูไม่น้อยเลย เงินเดือนครูมากกว่ามหาวิทยาลัยอีก ๒๐,๐๐๐ ถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าบาท ครูเป็นหนี้ทุกคน ครูไม่เคยวางแผนการเงินไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่ายต่อเดือนเลย เห็นเพื่อนครูมีอะไร ก็อยากจะมีตามด้วยทั้ง ๆ ที่อัตภาพไม่เท่ากัน ถ้ากระทรวงศึกษาอยากจะช่วยปลดหนี้ครู ต้องเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับทุกบ้านของครู ไม่ใช่ว่าไปหาที่ใหม่ให้ครูกู้ ถ้าหาที่ใหม่ให้ครูกู้ ไม่เคยเห็นหนี้มันลดเลยนะ ๔๐ ปีมานี้ กระทรวงศึกษามีวิธีแก้หนี้ครู ๒ วิธีคือ ๑. สถานที่กู้เดิมนะมันเต็มกระดานเพดานกู้ ๒. พอเต็มอีกให้หาที่ใหม่ให้กู้ แล้วมันจะลดหรือหนี้

ท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงท่านรู้ดี มันลดไม่ได้มันไม่มีทางลดมันผิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “ต้องพอประมาณในการตัดสินใจ” เรากำลังหลงทางผิดทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่รู้จักอัตภาพตัวเอง พระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนว่า “การตัดสินใจนั้นความพอประมาณ คือพอดีพอเหมาะต่ออัตภาพของตัวเองไม่มากเกิน” ท่านพุทธทาสภิกขุบอกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน เท่านั้นยังไม่พอ เหตุผลตามหลักวิชา เราจะสร้างอาคารบริษัทแถวบางพลีแถวนั้นดินมันเป็นโคลน ๓๐ เมตร เพราะฉะนั้น ต้องตอกเสาเข็ม ๔๐ เมตร อันนี้คือหลักวิชา ไปสร้างอาคารทางเหนือไม่มีดินโคลนเลย ๑๕ เมตรก็พอละ ต้องอธิบายได้ การทำอะไรทุกอย่างต้องมีเหตุผล ตามหลักวิชา กฎเกณฑ์ของสังคมกฎหมาย หลักศีลธรรมเขาว่าอย่างไร ตัดสินใจผิดหลักวิชา ผิดกฎเกณฑ์สังคม ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมดีไหม ไม่ดี เศรษฐกิจพอเพียงมีกรอบให้เสร็จแล้ว ทำให้เราระวังขึ้น รอบคอบขึ้น ต้องมีเหตุผล

ข้อสอง นั้นคืออะไรต้องอธิบายได้ตามหลักวิชาการตามกฎเกณฑ์ของสังคม กฎหมาย ตามหลักศีลธรรม เท่านั้นยังไม่พอ ที่มีองค์ประกอบที่ ๓ เรียกว่า ๓ ห่วง ผมเป็นคนคิดเอง ข้อสาม ก็คือ ๑. พอเหมาะตามอัตภาพ ๒. อธิบายได้ยังไม่พอจำเป็นไหม ถามว่าท่านเอาเงิน ๓,๐๐๐ ไปซื้อรองเท้าหนี้มันต้องเพิ่มไปอีก ๓,๐๐๐ ลูกก็มีรองเท้า ๒ คู่ เอาไว้ก่อน ใช้ ๒ คู่นี้ให้ขาดก่อนแล้วค่อยซื้อ ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินตอนนี้ต้องดูภูมิคุ้มกันตัวเองด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรอบคอบมาก . ประโยคสุดท้ายของภูมิคุ้มกันของท่าน หมายถึง ๔ ด้าน . ด้านเศรษฐกิจหรือวัตถุ ๒. ด้านสังคม ๓. ด้านสิ่งแวดล้อม และ ๔. ด้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยก็แย่เศรษฐกิจพอเพียงผมบอกแล้วนะ วัฒนธรรมพอเพียงไหมสิ่งแวดล้อมพอเพียงไหม สังคมพอเพียงไหม ไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจอย่างเดียวนะ ๔ ด้าน

ผมจะเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับครอบครัวครูคนหนึ่งคุณต้องเอาสามี ลูก มานั่งคุยกันทุกคน แล้วเราเปลี่ยนวิธีคิด วิธีดำรงชีวิตใหม่หมด อันแรกสุดเลยเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันหรือความเข้มแข็งใน ๔ ด้าน

ด้านเศรษฐกิจครอบครัว ครัวเรือน เรามาทำบัญชีครัวเรือนกัน รายรับ รายจ่าย เราจะได้รู้ เราจะได้รู้ว่ารายรับมาจากที่ไหน รายจ่าย จ่ายอะไรบ้างแต่ละเดือน แล้วเราจะเพิ่มรายได้อย่างไร เราจะลดรายจ่ายอย่างไร มีชุมชนหนึ่งเขาเริ่มรวมตัวเศรษฐกิจพอเพียง เราอย่าพึ่งไปทำเรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ เรื่องหวย รายรับรายจ่ายของชุมชนนี้ทั้งเดือน จะแก้ปัญหาอะไรก่อน เขาก็ไปดูที่รายจ่าย เขาไปเห็นน้ำปลา ชุมชนนี้เดือน ๆ หนึ่งเสียค่าน้ำปลามากพอสมควร เขาก็เลยบอกว่าน้ำปลาเป็นของที่จำเป็น จำเป็นนะไม่ใช่ฟุ่มเฟือย เพื่อจะลดรายจ่ายตรงนี้เราส่งคนของเราไปทำ หาวิธีทำน้ำปลาเองจะได้ไม่ต้องซื้อเขา เดือนต่อไปค่ารายจ่ายน้ำปลาลดไหม ลดหมดเลย น้ำปลาเขาอร่อยด้วย เขาก็เลยเอาไปทำขายที่อื่น เลยกลายเป็นรายรับ เดิมน้ำปลาเป็นรายจ่ายของชุมชน พอทำเรื่องน้ำปลาได้ผล ทุกคนก็สามัคคีกัน ลองทำเรื่องอื่นบ้าง ทำเรื่องหวย เหล้า บุหรี่ไหม มีชุมชนหนึ่งที่เมืองน่าน เขาขอทำเรื่องบุหรี่แล้วเขาตัดสินยังไงไม่รู้ไปบอกให้เลิกไม่ไหว เหนื่อยเปล่า เอาอย่างนี้ดีกว่าทั้งตำบลเราไม่ขายบุหรี่เลยสักร้านหนึ่ง แล้วเขาก็ไปสำรวจดูมี ๒๓ ร้าน ที่ขายบุหรี่เอาเจ้าของมาประชุมกันที่ อบต. ถามว่า “ถ้าร้านคุณไม่ขายบุหรี่มันจะกระทบกับธุรกิจของคุณไหม” ทั้ง ๒๓ คนบอกไม่กระทบก็เอาแบบนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม เป็นต้นไป จะไม่ขายบุหรี่ในตำบลนี้ ใครอยากสูบบุหรี่ต้องไปซื้อที่อื่น เขาก็ทำได้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงให้ชุมชน แล้วทำให้ชุมชนเกิดความรู้สึกว่า พวกเรารวมกันทำได้ แก้ไขความชั่วได้เพิ่มเป็นความดีได้ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ๓ อย่าง จำได้ไหม “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” อย่าทำชั่วนะ “กุสลสฺสูปสมฺปทา”ให้ทำดีนะ อันที่ ๓ ทำใจให้อยู่ธรรมะธัมโมนะ ๓ อย่าง บัญชีครัวเรือนช่วย ๒ อย่าง โดยใช้เศรษฐกิจพอเพียงวิธีตัดสินใจ ด้านสังคม ด้านสังคมจะมี ๓ ด้าน คือ การศึกษา ศีลธรรม และสุขภาพ สุขภาพที่อยู่ในนี้ ความเข้มแข็งของหมู่บ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง สังคมในหมู่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าอ่อนแอเราทำโครงการเลย เป้าหมายนั้นคือตัวชี้วัดแล้วก็ทำแผนปฏิบัติเลย สุดท้ายในเรื่องของวัฒนธรรม วัฒนธรรมชุมชนเราเป็นอย่างไรบ้างเด็ก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างไร เคารพผู้ใหญ่อย่างไรบ้าง คนแก่อย่างไรบ้าง เข้าวัดบ้างไหม พวกเราจะแก้ไขอย่างไร เป็นการเอาปรัชญานี้ไปใช้สร้างความเข้มแข็งในทุกบ้าน ด้านวัตถุ ก็คือด้านเศรษฐกิจด้านการเงินด้านทรัพย์สิน ด้านภูมิคุ้มกันทางสังคม และความเข้มแข็งด้านคุณธรรม สุขภาพ และการศึกษา แล้วแต่เราตกลงกัน

ขอบอกว่าก่อนเอาปรัชญานี้ไปใช้กับครอบครัวปัดกวาดให้สะอาดเสียก่อน พวกเราเคยทำ QC ใช่ไหมต้องทำ ๕ ส. ก่อน ระบบคุณภาพอะไรก็ตาม ก่อนจะใส่ไปในบริษัทหรือองค์กรเอา ๕ ส. ก่อน อันนี้ก็เหมือนก่อนที่จะเอาไปใช้ในชุมชนไหน ปัดกวาดชุมชนนั้นให้สะอาดก่อนแล้วเอาปรัชญานี้ไปใช้ถึงจะได้ผล พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเรื่องจะทำอะไรต้องรู้จริงมา ๖๐ กว่าปี ตลอดเวลาจะทำอะไรต้องรู้จริงเพราะถ้าไม่รู้จริง มันพลาดแล้วท่านรับสั่งชาวนาสายป่านเขาสั้น เขาพลาดสักทีเขาก็เจ๊งแล้ว ไม่เหมือนเศรษฐีพลาดมาซัก ๑๐ ทีก็ไม่เป็นไร ทุนเยอะ เงินเยอะ แต่ชาวนาพลาดไม่ได้ ท่านรับสั่งว่าพลาดไม่ได้ ชาวนานี้จะต้องมั่นใจเลยว่าจะแนะนำไปนี่เรารู้รึเปล่าคนไปแนะนำ หรือชาวนาเองจะรู้อะไรบ้าง

4-58-4_007

ผมมีเรื่องชาวนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี จะมาเล่าให้ฟังพวกเราหลาย ๆ คนอาจจะรู้จัก ชื่อนายทองนอก อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ มีอยู่ปีหนึ่งขอพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ให้นายทองนอก แล้วตอนเย็นเราก็เลี้ยงฉลองแกก็ขึ้นมาบนเวที แล้วก็เล่าชีวิตแกให้พวกเราฟัง ผมอยู่ข้างล่างนั่งฟังอยู่ด้วย นายทองนอกบอกว่า “กว่าผมจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ชีวิตผมผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ถ้าไม่ใช่เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนผมคงมาไม่ได้ถึงทุกวันนี้” แล้วทองนอกก็บอกแบบนี้ครับ “ตอนผมหนุ่มๆ มีลูกมีเมียตอนนั้นอยากรวยเร็ว กลับไปทำนาที่บ้าน ความรู้ก็ไม่มี แล้วก็อยากรวยเร็วก็เลยไปกู้เขามา แล้วไปเช่านาขยายให้เร็วแล้วก็คำนวณเลย ถ้าจะได้เงินล้านจะต้องมีนากี่ไร่ ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้อะไร ก็เจ๊ง ดอกเบี้ยก็พอกๆ จนคิดว่าฆ่าตัวตายดีกว่าจะได้ล้างหนี้ให้กับลูกกับเมีย สงสารลูก” เผอิญว่าแกยังไม่ตาย วันที่ ๔ ธันวาคมปีนั้น เลือกให้เขาเป็นผู้แทนเกษตรกรเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ แล้วก็เผอิญอย่างยิ่งที่นายทองนอก เป็นคนถือป้ายจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่หัวแถวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมทุกจังหวัดทีละจังหวัด แล้วเผอิญพระองค์มาประทับอยู่ตรงที่นายทองนอกตรงป้ายจังหวัดสุพรรณบุรี และถามนายทองนอกว่าชื่ออะไร นายทองนอกก็เลยกราบบังคมทูลว่า “ชื่อทองนอกตอนนี้แย่เลยเพิ่งทำนากี่ไร่ๆ อยากจะรวยเร็วๆ ตอนนี้เป็นหนี้ไม่ไหวแล้ว” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งอยู่ว่า “เดี๋ยวก่อนให้ทำ ๒ อย่าง ๑. จะทำอะไรต้องรู้จริง ๒. ต้องทำจากเล็กไปใหญ่” นายทองนอกบอกว่ากลับมาเหมือนเจอทางสว่าง บอกกับลูกกับเมียว่านาที่เช่าไว้เยอะ ๆ คืนเขาหมด แล้วก็ไปหาความรู้ไปถามคนโน้นคนนี้ เกษตรอำเภอ ตั้งแต่ดิน ปุ๋ย น้ำ ทุกอย่างเลย หาความรู้ต่าง ๆ นานา แต่ใครตอบแกไม่ได้ แกบอกผมทำวิจัยเองในท้องนาผม แกชี้บอกอาจารย์ราชมงคลฯ ทั้งหลายว่า อาจารย์ทำวิจัยน้อยกว่าผมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บอกว่าต้องรู้จริง ผมเลยทำวิจัย

เมื่อพูดถึงหลักสูตร ๑ ปีที่ไร่เชิญตะวัน ที่เชียงรายนะ ท่าน ว.วชิรเมธี ไปขอวิทยากรมาสอนชาวนา ๑๐๐ คนทำวิจัยด้วยไม่ยาก การวิจัยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ของยากเอื้อมไม่ถึง ชาวนาทำวิจัยได้ นายทองนอกบอกว่าเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทำวิจัยอย่างไร ข้าง ๆ นานายทองนอกมีโรงเรียนประชาบาลอยู่ข้าง ๆ ตอนเย็น ๆ เด็กก็มาวิ่งเล่น แล้วลูกชายคนโตของนายทองนอกเขาเล่นดนตรีไทยได้ เขาก็อยากสอนเด็กมาเล่นดนตรีไทยตอนบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็มาขอเงินพ่อ “พ่อช่วยสร้างอาคารลำลองให้หน่อย แล้วขอซื้อเครื่องดนตรี ๑๐ ชุด เครื่องดนตรีไทยจะมาสอนเด็ก” นายทองนอกก็เลยบอก “เออ ตอนนี้เราก็ฐานะดีแล้วนี่” ลูกเขาก็หวังดีกับพวกเด็ก ๆ เขาก็ลงทุนให้เด็ก ๆ ก็ไม่ได้สนใจ ผ่านไปหลายเดือนมีอยู่วันหนึ่ง นายทองนอกเดินผ่านไปเห็นอาคารเรือนดนตรีไทย แล้วก็ยืนฟังเอ๊ะ! มันก็เพราะดี นายทองนอกก็ตั้งโจทย์วิจัยเลยว่า “ดนตรีไทยคนยังบอกว่าเพราะเลย ไม่รู้ต้นข้าวมันบอกว่าเพราะไหม คนยังชอบฟังดนตรีไทยเลย ต้นข้าวมันจะชอบฟังไหม” นายทองนอกว่า “ผมไปถามใคร ก็ไม่มีใครตอบผมได้เลย ต้นข้าวมันชอบฟังดนตรีไทยไหม ผมก็เลยทำวิจัยเอง” ปีต่อไปนายทองนอกแบ่งที่นา ๓ ผืนเพื่อจะเทียบกัน ผืนแรกคือผืนที่อยู่ใกล้อาคารดนตรีไทย นายทองนอกบอกผมเอาเชือกยาว ๆ โยงไปเดินไปในนาผม ไปถึงจุดที่ไม่ได้ยินดนตรีแล้วปักในจุดที่ ๒ แล้วเอาเชือกแบ่งครึ่งเป็นจุดที่ ๓ เอาต้นข้าวแบบเดียวกันปุ๋ยเดียวกันนั้นปลูก ๓ ผืนเทียบ บอกเลยนะครับผมวัดหมดเลยต้นข้าวมันขึ้นอย่างไร มีกี่กอ แต่ละกอมีรวงอย่างไร มีเมล็ดอย่างไรวัดหมด สุดท้ายบอกผมได้คำตอบละ ต้นข้าวก็ชอบฟังดนตรีไทย เพราะใกล้อาคารดนตรีที่สุดนั้นรวงหนักที่สุดเลยให้ข้าวมากที่สุด ที่ ๒ แล้วก็ที่ ๓ ที่ถัดไปไม่ได้ยินดนตรีไทยรวงข้าวน้อยที่สุด ผมทำอย่างไร รู้ไหมครับ ผมรู้คำตอบ ผมลงทุนทำลำโพงไปทั่วนาเลยให้ต้นข้าวทุกต้นได้ยินดนตรีไทยให้หมดเลย

ท่าน ว.วชิรเมธีบอกว่าไปดูถูกชาวนาเขาทำไม ว่าเขาทำวิจัยไม่ได้ ไปสอนเขาสิ สอนวิธีทำง่าย ๆ วิจัยมันไม่ได้ยาก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีอยู่ ๑ ปี ตอนคลินตันเป็นประธานาธิบดีเขาตั้งโจทย์อย่างเดียวเลยครับว่า ทำไมการวิจัยต้องสอนเฉพาะระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ทำไมไม่สอนให้ระดับปริญญาตรีทำวิจัยบ้าง ตอนหลังเขาตั้งคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งศึกษาเรื่องนี้แล้วสรุปว่า จริง ๆ ไม่ว่าอาชีพหรืออะไร ๆ ต้องรู้วิธีวิจัยง่าย ๆ วิธีวิจัยมันมีง่ายไปจนกระทั่งยาก ชาวนาควรทำวิจัยไหม ควร จะได้ตั้งโจทย์เป็น แต่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เอานักวิชาการมาวางแผนและดำเนินทุกขั้นตอน” มีชาวนาคู่หนึ่งส่งลูกเรียนจนกระทั่งจบระดับปริญญาตรี ลูกชายนึกไงไม่รู้อยากจะกลับไปทำนาให้พ่อ แต่ไม่ได้บอกพ่อ จบแล้วไปบอกพ่อจะไปหาความรู้เรื่องเกษตรกลับไปหาพ่อ พ่อบอก “เฮ้ย แล้วมึงจะทำอะไรต่อ ผมจะกลับมาทำนากับพ่อ พ่อโกรธมากเลยนะพ่อบอกไอ้บ้าฉันอุตส่าห์ส่งแกไปเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่อยากให้แกดักดานเป็นชาวนา แกจะบ้าหรือ” เถียงกันพักใหญ่ ๆ สุดท้ายพ่อยอม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ ๖ ปีก่อนทำหลักสูตรปริญญาตรี ๔ ปี เอาลูกชาวนาแถวจังหวัดพะเยา แถวเมืองน่านมาเรียน ชื่อหลักสูตรว่า “การจัดการทรัพยากรเกษตร” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงส่งเรียน ๒ คนรุ่นแรกก็จบ ตอนจบมาเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งกับคนแรกว่า “จะไปทำอะไร” แล้วตอบฉะฉานเลยว่า “จะกลับไปทำนา” คนที่ ๒ “จะกลับไปทำนา” ประเทศไทย มหาวิทยาลัย ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองใจดำกับคนชาวไร่ชาวนาเกินไป ที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังจะทำ เขาอยากเห็นเกษตรกรเป็นคนมีความรู้ เป็นคนวางแผน เป็นทุกอย่างตัดสินใจได้หมด

มหาวิทยาลัยหอการค้าไปที่จังหวัดศรีสะเกษ ไปเจอหมู่บ้านหนึ่งเป็นหนี้เถ้าแก่โรงสีหมด ต้นฤดูทำนา ให้กู้เงิน ทั้ง ๆ ที่ก็เป็นหนี้อยู่แล้วพอเก็บเกี่ยวข้าวได้ ไปขายข้าวเปลือก เถ้าแก่โรงสีเป็นคนกำหนดราคาเอง คนขายไม่ได้กำหนดหรอก คนซื้อกำหนดราคา เป็นสินค้าที่ประหลาดที่สุดในโลก ที่คนซื้อเป็นคนกำหนดราคาแล้วคนขายไม่ได้เป็นคนกำหนด ข้าวหอมมะลิเกวียนหนึ่ง ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ บาท เถ้าแก่กดราคา เราไปซื้อของในห้างเรามีสิทธิ์กำหนดราคาซื้อไหม แต่ชาวนาเอาข้าวไปขายโรงสีชาวนาไม่มีสิทธิ์กำหนดราคา แล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เฉยผมฝันให้ชาวนาไทยมีความรู้ ตัดสินอนาคตตัวเองได้ นายทหารอยู่หลายท่านฝากไว้ด้วยช่วยกัน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวสมัยก่อนที่ท่านจะประชวร ได้ถวายงานกับพระเจ้าอยู่หัว ว่าโครงการนั้นไปถึงไหนมีปัญหาอะไรจะได้ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย มีอยู่ปีหนึ่ง ท่านเล่าในที่ประชุมแล้วก็ในวารสารฯ ชัยพัฒนาก็ลงไว้ ท่านบอกกำลังหมอบ

เฝ้าฯ กันอยู่ ทางมหาดเล็กตั้งพระเก้าอี้ให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินลง แล้วทรงหอบเอกสารต่าง ๆ ลงมาด้วยจะเอามาคุยกับ ดร.สุเมธ แต่พระองค์ไม่ประทับนั่งที่พระที่นั่งท่านทรงประทับยืนและทรงชี้ไปที่พระที่นั่งรับสั่งว่า “เป็นพระเจ้าอยู่หัวเมืองไทยนี่เหนื่อยเหลือเกิน เพราะต้องทำให้คนหายจน” อีก ๒ ประโยคคือดังนี้ “ถ้าคนหายจน เขาจะมีเสรีภาพ ถ้าเขามีสิทธิเสรีภาพ ประเทศเราจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” มี ๓ ประโยค ที่รับสั่ง ๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหนื่อยเหลือเกินที่อยู่เมืองไทย เพราะต้องทำให้คนหายจน ๒. เมื่อเขาหายจน เขาจะมีเสรีภาพ ๓. เมื่อคนไทยมีเสรีภาพ เราจึงจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตัวอย่างว่าเขาให้ลงเบอร์นี้ ๑,๒๐๐ บาท เราก็เอา ก็มันไม่มีเงินมีแต่หนี้ ชาวนาไทยไม่มีสิทธิกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ทำได้ไหมปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

4-58-4_009_2
4-58-4_010

 

 

“เป็นพระเจ้าอยู่หัวเมืองไทยนี่เหนื่อยเหลือเกิน เพราะต้องทำให้คนหายจน”

4-58-4_011

ประเทศไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีนอีก ๑๕ ปี จะเป็นครัวโลก ที่มณฑลหูหนาน ปีที่แล้วผมไปดูชาวนา เขาทำวิจัยพันธุ์ข้าว ไร่หนึ่งเขาได้ข้าวกี่ถังไม่รู้ ๒ ตันครึ่ง ของเราได้ครึ่งตัน ของเราได้ ๔๐๐ – ๕๐๐ กิโลกรัม ของเขาได้ ๒,๕๐๐ กิโลกรัม ๕ เท่าของเรา โดยการไม่ใช้ genetic engineering ใช้การผสมพันธุ์บ้านเรามีพันธุ์ข้าวกี่สายพันธุ์รู้ไหม ในประเทศไทย ๖,๐๐๐ กว่าสายพันธุ์ แต่ละจังหวัดแต่ละอำเภอ มีแต่สายพันธุ์ดี ๆ ทั้งนั้น ของพวกนี้สามารถเพิ่มคุณค่าได้ ส่งไปขายราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ชอบข้าวแบบไหนส่งไป ขายประเทศญี่ปุ่น ไปขายให้ประเทศรวย ๆ ทำวิจัยหน่อยเดียว แล้วข้าวแต่ละอย่างของเรามีธาตุเหล็ก จะได้เลือก จะได้แก้โรคโลหิตจาง มีธาตุสังกะสีไหม จะได้ป้องกันอัลไซเมอร์ โฆษณาได้เลย เพิ่มคุณค่าได้ ไม่ต้องเอาข้าวเปลือกไปให้โรงสีให้กดราคา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำแบบนี้ นำไปใช้ที่หมู่บ้านนั้นปลดหนี้ทุกบ้านเลย โดยทางมหาวิทยาลัยไปหาทุน ต้องปลูกข้าวหอมมะลิอยู่แล้ว เราขายถุงละ ๒ กิโลเท่านั้นครับ ไม่ขายเป็นเกวียน เราทุกคนเป็นเจ้าของเป็นหุ้นขณะที่ทุกคนปลดหนี้ได้หมด ผมฝากความคิดว่า เราต้องเปลี่ยนประเทศไทย เงื่อนไขแรกคือเรื่องวิชาการ เลิกเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องโหราศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า

“ถ้าหมู่บ้านไหนใช้ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์อยู่นะจะเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะไปเชื่อหมอดูหมด มันต้องเชื่อวิชาการ เชื่อความรู้”

เงื่อนไขที่สองหมู่บ้านนั้นต้องมีคุณธรรม ท่านรับสั่งไว้แบบนี้ครับ “ต้องเสริมสร้างจิตใจของคนในชาติเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฎี นักธุรกิจ ให้สำนึกในคุณธรรมแล้วที่สำคัญคือ ซื่อสัตย์สุจริต” หมู่บ้านนั้นต้องเต็มไปด้วยคนมีคุณธรรม จึงจะนำปรัชญานั้นไปใช้ได้ผล ผมต้องยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติหมู่บ้านนั้นเป็นมือปืนมีอาชีพรับจ้างฆ่าคนเดินไปฆ่า ๓ ศพ พอประมาณ ศพ ๑ เก็บไปเท่าไรก็ว่ากันพอประมาณมีเหตุผลแล้วก็โดนตำรวจจับเข้าคุก แล้วบอกเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไม่เห็นได้ผล มันผิดข้อไหนรู้ไหมมันผิดเงื่อนไขข้อคุณธรรม ต้องมีคุณธรรม นี่เรากำลังเจอปัญหา เราไปพัฒนาเศรษฐกิจของหมู่บ้าน ของปิดทองหลังพระที่จังหวัดน่าน พอปลดหนี้ได้มีเงิน พอจะเรียกประชุมไม่มาเสียแล้ว แล้วถามว่าไปไหน บอกว่าไปนั่งกินเหล้ากัน แล้วต้องเอาคุณธรรมเข้าไปในหมู่บ้าน ไม่งั้นนะปลดหนี้ได้มีเงินออมเหลือ เอาไปทำที่ไม่ดีหมด

เงื่อนไขที่ ๓ ต้องใช้ความรู้ ต้องเป็นคนที่เก่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง จบ ป.๔ ก็ทำวิจัยได้ ต้องมีคุณธรรมต้องขยัน ต้องอดทน ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญา ไม่ใช่บอกว่าครอบครัวผมใช้เศรษฐกิจพอเพียงแต่ขี้เกียจ นั่งแต่เล่นไพ่ ไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วก็มาโทษเศรษฐกิจพอเพียงนี้ใช้ไม่ได้ เพราะมันผิดเงื่อนไขไง ที่มันเป็น ๓ ห่วงเหมือนกัน เงื่อนไข คือคุณธรรม เงื่อนไขกับวิชาความรู้ เงื่อนไขที่ดำเนินการดำรงชีวิต ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ที่ศตวรรษใหม่ ๆ ค.ศ. ๒๐๐๐ องค์การสหประชาชาติประกาศว่า ๑๕ ปี ของการพัฒนาโลกมนุษย์ ค.ศ. ๒๐๐๐ กับ ค.ศ. ๒๐๑๕ หรือกำหนดเป้าหมายเป็นภาษาอังกฤษบอกว่า “new millenium goal” เป้าหมายการพัฒนาโลกมนุษย์หรือมนุษยชาติในทศวรรษใหม่ ประเมินแล้วไม่ผ่านเยอะเพราะอะไร เพราะว่านโยบายและยุทธศาสตร์มันเป็นการกำหนดนโยบายจากข้างบนลงข้างล่าง (Top down) ผู้มีอำนาจและผู้มีเงินเป็นผู้กำหนดแล้วมาใช้กับคนจน ทำยังไงมันก็ไม่หายจน ผลก็คือยังความแตกต่างสุดขั้ว ขั้วรวยกับขั้วจนเกิดวิกฤตหลายด้าน ภาวะสุดโต่งด้วย เปลี่ยนวิธีพัฒนาโลกนี้ ๑๕ ปีข้างหน้า ค.ศ. ๒๐๑๕ – ๒๐๓๐ เลขาธิการสหประชาชาติ บัน กี-มูน (Ban Ki-moon) ประกาศว่า ผลการพัฒนาอย่างมีศักดิ์ศรีคือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนรอบด้าน คือการเอาปรัชญาจับ คือการใช้เศรษฐกิจด้านวัตถุ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม แล้วก็บอกว่าการพัฒนา ควรจะให้สัดส่วนจากรากหญ้าขึ้นข้างบนให้เห็นส่วนของประชาชนด้วย ให้ความเห็นในการพัฒนาผสมกับบนลงล่าง จากล่างขึ้นบนโดยใช้ชุมชนเป็นฐานของการพัฒนา ใช้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คนทุกคน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนพิการ คนสูงอายุในชุมชนทุกคนต้องมีส่วนหมดเลย แล้วก็ใช้ชุมชนเป็นฐานการพัฒนาชุมชนนี้มีแผนพัฒนาชุมชน อีกชุมชนหนึ่งมีแผนพัฒนาชุมชนหนึ่งเพราะไม่มีชุมชนไหนในโลกนี้ที่ ๒ ชุมชนเหมือนกันหมดทุกอย่างเพราะนั้นถ้าหากสั่งจากข้างบน เขาบอกอ้าวมีขนมครกให้ทุกคนต้องกินขนมครกหมด แต่ถ้าหากให้ข้างล่างคิดบ้าง ๒๐ – ๓๐% มันก็ขนมครกเหมือนกัน แต่หน้าไม่เหมือนกัน บางคนชอบเอาหอมโรย บางคนไม่ชอบเอาหอมโรย ชุมชนนี้ไม่ชอบเอาหอมโรย ขนมครกที่นี่เอาหอมโรยได้ไหม ขอบ้างขอให้ชุมชนเขาได้คิดเองบ้าง

องค์การสหประชาชาติคิดว่า การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เพราะเขาเห็นว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน “Sustainable Development Goal” (SDG) เดือนตุลาคมจะประชุมใหญ่ที่รัฐนิวยอร์ก เราก็เสนอแนวทางการพัฒนาโลก ขอขอบคุณสำนักงาน กปร. ที่จัดเวทีให้พวกเรามาคุยกัน หลายประเทศเขามองว่า ภาคเกษตรเป็นภาคที่ถึงแม้ปริมาณเงินทองจะสู้ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่มันเกี่ยวกับคนจำนวนมาก แต่ละประเทศ ความต้องการไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน กี่แสนล้าน แต่มันอยู่ที่จำนวนคน คนเหล่านี้จะทุกข์จะสุขอยู่ที่เสรีภาพหรือเป็นทาสของนายทุน เขาคิดว่าอีก ๑๕ ปีข้างหน้า การพัฒนาใด ๆ ต้องนึกถึงศักดิ์ศรีของความเป็นคนด้วย ภาษาอังกฤษเขาใช้ “human dignity” เพราะฉะนั้น อยากให้คนข้างล่างเสนอความเห็นในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนา แล้วการพัฒนาควรจะเอาชุมชนเป็นฐาน เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางประชาชนให้รวมหมดเลย ไม่ใช่เฉพาะผู้ชายที่แข็งแรง แต่ว่าเด็กผู้หญิง คนพิการแล้วคนแก่ด้วย แล้วก็อยากจะเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการพัฒนา แล้วเชื่อว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืน ถ้าเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ทุกครัวเรือนไม่ต้องขายที่นา ชุมชนยั่งยืน ประเทศชาติยั่งยืน ตามที่องค์การสหประชาชาติอยากเห็น ในอีก ๑๕ ปีข้างหน้า ที่พวกเราทำมาทั้งหมด โดยเฉพาะ ๔๐ กว่าชุมชนเป็นศูนย์การเรียนรู้ ท่านทำถูกแล้ว อีก ๑๕ ปีต่อไปนี้ แขกต่างประเทศจะมาดูงานกัน ดูงานในความสำเร็จในชุมชนยั่งยืนนั้น ๆ ขอจบเพียงเท่านี้ครับขอบคุณมากครับ

4-58-4_012Print