ในความทรงจำ : การสนองพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

4-58-6_001

ในปี ๒๕๕๘ ได้เข้ามารับหน้าที่ เลขาธิการ กปร. ซึ่งแนวทางการทำงานก็เป็นไปตามภารกิจของสำนักงาน กปร. ในเรื่องการติดตามเสด็จพระบรมวงศ์ และบันทึกพระราชดำริ ประสานการจัดทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิเคราะห์แผนงาน/งบประมาณ แล้วเสนอประธาน กปร. คือ นายกรัฐมนตรี อนุมัติโครงการฯ การติดตามผล ประเมินผล และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เหล่านี้เป็นภารกิจหลัก ซึ่งเลขาธิการต้องดำเนินการ พร้อมทั้ง กำกับ ดูแล ในปี ๒๕๕๘ เป็นปีที่จะต้องเร่งการอนุมัติโครงการให้เร็วขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะว่าโครงการฯ จะได้ดำเนินการตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ปีที่ผ่านมาอนุมัติงบประมาณได้เร็วพอสมควร สามารถก่อสร้างโครงการฯ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่เกษตรกร ประชาชนทั่วไป

4-58-6_002

⋅สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ⋅

โครงการฯ ที่สำคัญ ๆ เน้นในเรื่องแหล่งน้ำ หรือฎีกาที่ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกส่วนหนึ่งเป็นพระราชดำริโดยตรง ซึ่งปี ๒๕๕๙ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ทางสำนักงาน กปร. ได้รับทราบพระราชดำริ และประสานการจัดทำโครงการฯ รวมทั้งพยายามที่จะอนุมัติโครงการฯ เดิม ๆ ที่ยังค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระราชดำริโดยตรง หรืองานฎีกาที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ซึ่งปี ๒๕๕๙ ยังมีแผนติดตามองคมนตรีที่จะต้องดำเนินงานต่อ ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. พยายามที่จะสนับสนุนโครงการฯ บริหารงบประมาณให้ลุล่วงต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๘ ด้วย

โครงการฯ ในปี ๒๕๕๘ นั้น คงใกล้เคียงกับปี ๒๕๕๗ ในส่วนของงบประมาณก็วงเงินเดียวกัน ปีหนึ่งก็ ๒,๕๐๐ ล้านบาท นอกจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ก็มีโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการทางด้านกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โครงการที่มีลักษณะเป็นงานบูรณาการต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งก็เป็นปกติที่จะต้องบริหารจัดการให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดประโยชน์สูงสุด

ในส่วนของโครงการฯ ที่มาจากความเดือดร้อนของราษฎรในเรื่องแหล่งน้ำ ผมคิดว่ายังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องฎีกาที่ขอพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางกรมชลประทานมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลงานด้านนี้ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

4-58-6_003

สำนักงาน กปร. ได้สถาปนามา ปีนี้ครบ ๓๔ ปีแล้ว ขออธิบายด้านภาพรวม ผลงาน และบทบาทการขับเคลื่อนโครงการฯ ตลอด ๓๔ ปีที่ผ่านมานี้ เลขาธิการ กปร. ทุกท่านนั้นทำงานในลักษณะที่สนองพระราชดำริโดยตรง ช่วงต้นจะมีเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานตามช่วงเวลาต่าง ๆ ปัจจุบันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงงานแทน ก็มีการดำเนินงานเช่นเดียวกับที่ผ่านมา คิดว่าผลทั้งหมดที่มีตัวเลข ๔,๔๐๐ กว่าโครงการฯ ก็เป็นผลงาน ไม่ใช่เฉพาะ ๓๔ ปีที่ผ่านมา แต่เป็นโครงการฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ทั้งหมดจะมีตามข้อมูลที่เรียบเรียงโดยสำนักงาน กปร. จุดหนึ่งที่เกิดขึ้นมามากในช่วงหลายปี ๒ – ๓ ปี หรือ ๔ – ๕ ปีที่ผ่านมา เรื่องของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

4-58-6_004

โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน กปร. เป็นแกนกลางประสานงานเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเกษตรและชนบท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาในปี ๒๕๕๘ ขอยกตัวอย่างว่า ที่จังหวัดอุดรธานีก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางโครงการปิดทองหลังพระ ได้ไปดำเนินการตามแนวพระราชดำริแล้ว เป็นการช่วยเหลือตามยุทธศาสตร์ที่ ๑ เหมือนกัน คือเรื่องการขับเคลื่อนเกษตรและชนบท ประเด็นของโครงการปิดทองหลังพระก็จะไปมุ่งเน้นแหล่งน้ำในหมู่บ้านต่าง ๆ ชุมชนต่าง ๆ ให้ปรับและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ บางโครงการอาจจะนานแล้วไม่มีระบบส่งน้ำ เนื่องจากการออกแบบโครงการเขาจะปล่อยน้ำไปตามลำน้ำเดิม ทีนี้ความต้องการของชาวบ้านมากขึ้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่ ฉะนั้นการจัดสรรน้ำก็จะสร้างระบบส่งน้ำไปตามท่ออย่างนี้เป็นต้น ก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ที่สำนักงาน กปร. ดำเนินการในขณะนี้

ภาพรวมของยุทธศาสตร์มี ๗ ยุทธศาสตร์ ในเรื่องแรกก็เป็นเรื่องทางเกษตรและชนบท เรื่องที่ ๒ เรื่องทางการศึกษา เรื่องที่ ๓ เรื่องเศรษฐกิจทางภาคธุรกิจเอกชน เรื่องที่ ๔ เรื่องความมั่นคง การที่จะเผยแพร่ไปต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ ๕ เรื่องที่ ๖ เป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ เรื่องที่ ๗ การติดตามงานบริหารจัดการงาน อันนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เป็นแกนกลางแต่ละยุทธศาสตร์ก็มีส่วนราชการรับผิดชอบแป็นแกนหลักอีกทีหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ สำนักงาน กปร. เป็นแกนกลางการดำเนินงาน เน้นเป้าหมายหมู่บ้าน เพราะลักษณะการขับเคลื่อนภาคเกษตรและชนบท เราจะทำในแง่ของการพัฒนาเชิงพื้นที่ การพัฒนาเชิงพื้นที่ ก็คือ กำหนดเป้าหมายพื้นที่หมู่บ้านต่าง ๆ ประมาณ ๒๔,๐๐๐ หมู่บ้าน ซึ่งวิธีการคือเป็นเรื่องของการบูรณาการ การจัดการความรู้ การมีส่วนร่วมของชาวบ้านด้วย

ในส่วนของ ๒๔,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน มีโครงการฯ อยู่บ้างตามที่ตรวจสอบ เช่นเรื่องแหล่งน้ำ ก็อาจจะมีโครงการฯ อยู่ แหล่งน้ำขนาดเล็กต่าง ๆ ที่โครงการปิดทองหลังพระได้ไปดำเนินการส่วนหนึ่ง แต่ว่าส่วนใหญ่หมู่บ้านทั้งหมดจะเป็นหมู่บ้านที่มีการพัฒนามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ฉะนั้น ระดับการพัฒนาของแต่ละหมู่บ้าน แต่ละกลุ่มก็คงจะแตกต่างกันไป เช่น หมู่บ้านที่เก่งก็จะสามารถที่จะตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชุมชนข้างเคียงได้ หมู่บ้านระดับที่ ๒ หรือระดับดี ก็เป็นหมู่บ้านที่รวมกลุ่มกันได้ สามารถดูงานชุมชนได้ ส่วนอันดับสุดท้ายก็ยังไม่มีการรวมกลุ่มในชุมชน อันนี้ก็เป็นไปตามแนวทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของที่จะต้องให้พึ่งตนเองก่อนในครัวเรือน ซึ่งมีการบริหารจัดการพื้นที่ มีบ่อน้ำ มีการปลูกข้าว มีพืชหลากหลายชนิดในการกระจายการผลิต อันนี้ก็เป็นงานของครัวเรือน พอขั้นที่ ๒ ของทฤษฎีใหม่กลุ่มครัวเรือนต่าง ๆ ก็ต้องมารวมกัน รวมกันซื้อรวมกันขาย เพื่อที่จะขายผลผลิตได้ราคาดี ซื้อปัจจัยการผลิตได้ ราคาไม่แพง อย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งจัดสวัสดิการในชุมชนด้วย สุดท้ายก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปติดต่อกับภายนอกคือ บริษัทเอกชนต่าง ๆ ในด้านการตลาด เป็นต้น

 

4-58-6_005

“เป้าหมายของการทำยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คงเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ มีการพัฒนาตนเองได้”

ในส่วนหนึ่งเพื่อที่จะให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ แต่บางหมู่บ้านน่าจะพัฒนาถึงขั้นมีสินค้าชุมชน มีข้าวอินทรีย์มีการส่งออกแล้ว บางกลุ่มของหมู่บ้านนี้ก็อาจจะเป็นระดับที่จะสามารถสอนหมู่บ้านอื่นให้เข้าใจเรียนรู้ได้ว่ารวมกลุ่มทำอย่างไร การที่จะผลิตสินค้าปลอดภัยทำอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น แต่ทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นหมู่บ้านทั้งหมดในประเทศไทย ในการกำหนดพื้นที่หมู่บ้าน เราก็สอบถามไปยังหน่วยงานที่ทำงานในด้านนี้ เช่น กรมพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงาน กปร. เอง ก็มีหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ ที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาในลักษณะชุมชนอย่างนี้ด้วย

โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ มูลนิธิปิดทองหลังพระ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ในการติดตามรวบรวมกำหนดเป้าหมายพื้นที่ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ทำขับเคลื่อนมาแล้วก่อนหน้านี้ พอต้องมาทำงานร่วมกัน จะมาบูรณาการอันนี้เป็นเรื่องยาก เราได้จัดทำคู่มือขึ้นมาในการปฏิบัติ เพื่อร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ได้ทำการขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนกลางในการพัฒนาพื้นที่ของจังหวัด รวมถึงทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบลจะเข้ามาร่วม สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชาวบ้าน จะต้องเข้ามาร่วมในการที่จะวิเคราะห์ปัญหา มองปัญหาของตนเองและมองแนวทางที่จะแก้ไข หรือต้องการความรู้ลักษณะใด อันนั้นก็จะเป็นขั้นตอนที่ ๒ ว่าความรู้นี้สามารถไปช่วยแก้ปัญหาของเขาได้หรือไม่ แต่ก็ต้องมีการกำหนดปัญหาขึ้นมาก่อน และมองว่าเป้าหมายของการทำยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คงจะเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ มีการพัฒนาตนเองได้ สามารถที่จะทำให้ตนเอง ครอบครัวอยู่ดีมีสุข และก็ชุมชนเข้มแข็ง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตั้งไว้ คิดว่าจะเป็นเรื่องของเป้าหมายสุดท้ายของทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๓ ในแง่การเกษตรในชนบทที่จะเข้มแข็งต่อไป

ในส่วนของโครงการฯ เอง เรามีทิศทางที่จะผลักดันหรือขยายผลโครงการฯ ที่สำเร็จไปสู่ประชาชน โดยครึ่งปีหลังของปี ๒๕๕๘ ประเด็นที่ ๑ ได้กำหนดแนวทางให้ผู้รับผิดชอบพื้นที่ต่าง ๆ ไปพบกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ประเด็นที่ไปพบก็จะเป็นเรื่องของโครงการฯ ไปเรียนให้ท่านทราบว่าโครงการฯ ในจังหวัดของท่าน มีโครงการฯ อะไรบ้าง ในโครงการฯ นั้น ๆ ต้องไปดูว่าโครงการฯ นั้น กรณีแหล่งน้ำ ยกตัวอย่าง ยังคงทำงานอยู่หรือไม่ หมายความว่าแหล่งน้ำยังใช้ประโยชน์เต็มที่หรือไม่ ก็คงจะไปทบทวนดูเรื่องพวกนี้และจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงโครงการฯ ที่มีอยู่แล้วเดิมในทุกจังหวัด ตามความสามารถของงบประมาณที่มีอยู่จำกัดนี้

4-58-6_006

⋅หม่อมหลวงจิรพันธ์ ทวีวงศ์

เลขาธิการ กปร.⋅

ประเด็นที่ ๒ การขยายผลศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะไปสอดรับกับยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือหลังจากทราบความต้องการของชุมชนแล้ว องค์ความรู้ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้งหมด ตอบสนองได้หรือไม่ คือไปหาคน นักเรียน ที่อยากเรียนวิชาใด ๆ ก็ตามในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เข้ามาให้ตรงกัน ไม่ใช่นักเรียนไม่อยากเรียนแล้วมาเรียน ก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าเขาต้องการเรียนอะไร องค์ความรู้มีอยู่ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ที่ได้พระราชทานไว้ก็คงจะสนองตอบให้ตรงกัน ซึ่งจะเป็นการพัฒนา คิดว่าคงจะประสบผลสำเร็จพอสมควร ในปี ๒๕๕๘ ในส่วนการติดตามและประเมินผล ในกรณีติดตามก็จะเป็นรายงานผลการดำเนินงานของแต่ละภาค ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ ติดตามว่าโครงการที่อนุมัติไปถึงไหนแล้ว อย่างไร มีปัญหาขัดข้องหรือไม่ ถ้าเกิดโครงการประสบผลสำเร็จเชื่อมต่อไปที่การประชาสัมพันธ์ เช่นเดียวกับกรณีประเมินผลปี ๒๕๕๘ มีเรื่องโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้ไปประเมินผล และโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณ วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารฯ จังหวัดชลบุรี จะมี ๒ โครงการ ผลในการประเมินถ้าสำเร็จ ก็ไปประชาสัมพันธ์ ถ้าติดขัดปัญหาอะไรก็ไปปรับปรุงในการทำงานต่อไป กรณีของโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงหลังจากเริ่มโครงการมาพอสมควร เพราะว่าป่าก็เกิดแล้ว อาชีพเกษตรอาจจะลดลงหน่อยจากที่เคยทำอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่ยังคงทำอยู่ก็คือเรื่องของการทำการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ก็คือพืชผักต่าง ๆ ซึ่งสามารถจะขายให้แก่แหล่งท่องเที่ยวที่พัฒนาได้ในแง่การตลาดก็เป็นทิศทางของกลุ่มพื้นที่ที่ได้รับผลจากการประเมินผลอีกส่วนหนึ่ง คือคน คนรอบข้างยังไม่ทราบว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร มีการเรียนรู้อะไรอยู่ มีโรงพยาบาลอยู่ด้วย คือชุมชนรอบข้างไม่ค่อยรู้จักโครงการฯ นี้ อันนี้คณะกรรมการบริหารโครงการฯ คงต้องรับข้อเสนอแนะพวกนี้ไปปรับปรุงในการทำงานในปี ๒๕๕๙ ก็ต้องเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น

4-58-6_007
กล่าวถึงการขยายผลสู่นานาชาติ และรวมไปถึงประชาคมอาเซียน นั้น ที่ผ่านมาเราทำในแง่ของการรองรับความต้องการ จะมีชาวต่างประเทศ ทั้งนักวิชาการ ข้าราชการเข้ามาดูงานในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเราร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศอยู่ทุกปี ส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบ คือมีหนังสือภาษาอังกฤษเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตอนนี้เป็นที่ต้องการของส่วนราชการมาก เพราะว่าสิ้นเดือนกันยายนนี้ทางสหประชาชาติจะมีการประชุม เรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งนายกรัฐมนตรี มีกำหนดที่จะไปที่สหประชาชาติ และก็นำเรื่องนี้ไปชี้แจงให้ทางประเทศต่าง ๆ ได้รับทราบ หนังสือเล่มนี้ท่านก็ขอไปหลายเล่ม ในอีกส่วนหนึ่งกรมวิเทศสหการเดิมของกระทรวงการต่างประเทศมีความเชื่อมโยงช่วยเหลือกับต่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งคือในหมู่เกาะแปซิฟิก ราชอาณาจักรตองกา ก็ร้องขอมาว่าให้ไปช่วยทำเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เราก็ประสานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยไปช่วยดูให้ เพื่อกำหนดโครงการพัฒนาขึ้นมา และเมื่อเร็ว ๆ นี้ การประชุมเกี่ยวกับหมู่เกาะแปซิฟิกด้านเศรษฐกิจ สาธารณรัฐฟิจิ กระทรวงต่างประเทศก็ขอให้ทางสำนักงาน กปร. ไปร่วมในการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย แนวทางที่จะดำเนินงานต่อไปในปี ๒๕๕๙ มีนโยบายและทิศทางเหมือนปี ๒๕๕๘ แต่ว่าประเด็นก็คือ ตอนนี้เรื่องของการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการบริหารจัดการงบประมาณก็คงจะเร่งให้มีประสิทธิภาพเร็วยิ่งขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมาเพราะว่าเราเห็นโครงการอะไรบางอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องปรับก็คือกระบวนการทำงาน เช่น ปี ๒๕๕๘ ส่งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบไปพบท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ปี ๒๕๕๙ ก็ต้องทำที่เช่นกัน และจะเอาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการทำงานของสำนักงาน กปร. เองด้วย มีการมองว่าโครงการฯ เดิม ๆ นี้ จะต้องทำให้ใช้งานได้เต็มที่ถ้าเกิดปัญหานะ ถ้าใช้งานได้แล้วก็ไม่เป็นไร และการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เรื่องกลุ่มผู้ใช้น้ำ เราก็ให้ความสำคัญต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ก็คงจะมีคนเก่ง ๆ ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้นในปี ๒๕๕๙ ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรเพิ่มขึ้น

4-58-6_008

นับว่าเป็นความภาคภูมิใจ และความโชคดีสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศ์ ที่ทรงงานเพื่ออำนวยสุขแก่ประชาราษฎร์ ด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่และทรงคุณค่า ผลสำเร็จของโครงการฯ ทุกโครงการฯ ที่ทรงปฏิบัติ ล้วนเกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนทั้งสิ้น

4-58-6_009

 

Print

บทสัมภาษณ์  หม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ เลขาธิการ กปร.
เรียบเรียงโดย : นางสาวมทิรา ภัคทิพวดี กองประชาสัมพันธ์