บทความเฉลิมพระเกียรติ ๙๐๕ ดั่งดวงแก้วแห่งสยาม

4-58-3_002

ตอนที่ ๔

การทรงงานพัฒนาเพื่อปวงอาณาประชาราษฎร์

ทรงตามรอยเบื้องพระยุคลบาท “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ”

หากเปิดดูแฟ้มภาพเรื่องราวในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเห็นภาพที่คุ้นตาคือภาพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ ทำให้ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน ช่วยให้ทรงทราบปัญหาต่าง ๆ สิ่งที่ทรงสังเกตเห็นก็คือ ความยากจน เด็ก ๆ เจ็บป่วย ขาดอาหาร ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ทรงซึมซับและเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างต่อเนื่อง ทรงนำมาปฏิบัติเป็นกิจวัตรเสมอมา และนั่นคือ “จุดเริ่มต้น” โครงการตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

การดำเนินงานในระยะแรก ทรงเริ่มต้นจากนักเรียนในพื้นที่ทุรกันดารที่มีปัญหาขาดสารอาหารแนวทางคือให้มีการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นในพื้นที่ โดยให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แล้วนำผลผลิตทางการเกษตรที่ได้มาทำเป็นอาหารกลางวันรับประทานกัน ผลระยะสั้นคือ การมีวัตถุดิบ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ ไข่ ผลไม้ สำหรับนำไปประกอบอาหารกลางวัน แก้ปัญหาการขาดสารอาหารได้ทันที ผลระยะยาว คือ เด็กจะได้รับการพัฒนาพฤติกรรมการกินและภาวะสุขภาพที่เหมาะสม และยังมีความรู้ทางการเกษตรที่สามารถนำไปขยายผลต่อที่บ้านของตนเอง หรือนำไปประกอบอาชีพการเกษตรสำหรับดำรงชีวิตต่อไป ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่นั้น ๆ จะเห็นได้ว่า ทรงหาแนวทางและวิธีการในการพัฒนาทั้งที่เป็นโครงการระยะสั้น และระยะยาวตามสภาพปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่

โครงการตามพระราชดำริ ในระยะต่อมา เน้นในด้านการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ด้วยมีพระราชดำริว่า

“…การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม…”

ทรงเห็นความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่าทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับการบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน จากความสนพระทัยในศาสตร์และศิลป์หลากแขนง นำไปสู่การดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งมีทั้งโครงการในประเทศไทย และโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย

4-58-3_003

4-58-3_004

 

หลักการทรงงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชนิพนธ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานของพระองค์ในบทความเรื่อง “เรียนรู้การทรงงานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ” ที่ได้พระราชทานให้พิมพ์เป็นบทนำในหนังสือ “สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ความว่า

“…ข้าพเจ้าได้ยึดหลักการดำเนินงานซึ่งได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ…”

ดังนี้

. การพึ่งพาตนเอง โดยเน้นให้ทุกคนได้ช่วยเหลือตนเองก่อนเป็นอันดับแรก เช่น การให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก พันธุ์สัตว์ เพื่อผลิตอาหารไว้บริโภคเอง แทนที่จะให้อาหารโดยตรง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต่อไป เป็นต้น

. การมีส่วนร่วม เน้นให้ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการทำโครงการได้มีส่วนในการช่วยคิด ช่วยทำ เช่น การที่ผู้ปกครองและเด็กต้องร่วมกันวางแผนและทำการผลิตทางการเกษตร จัดเวรในการประกอบอาหารกลางวัน ซึ่งมีผลทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เรียนรู้และเข้าใจในกิจกรรมที่ทำอยู่

. การพัฒนาแบบองค์รวมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาในทุก ๆ ด้านไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายจะต้องได้รับความรู้จากกิจกรรมที่ทำ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารมีการดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมและกลุ่มเป้าหมายได้ปฏิบัติจริงทั้งการปลูกและประกอบอาหาร

. การพัฒนาระบบประสานงานความร่วมมือจากทุกส่วน ในการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศมีการจัดทำแผนงานหลักของโครงการทุก ๆ ระยะ ๕ ปี เพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางทำให้งานต่าง ๆ มีความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

. การพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการอบรม การประชุมสัมมนา การศึกษาดูงาน เพื่อให้ความรู้และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างผู้ปฏิบัติงานโครงการเป็นประจำ รวมทั้งมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงความก้าวหน้าของโครงการ และสามารถนำไปปรับปรุงการดำเนินงานได้

. การยึดหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น กิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้

 

การทรงงานพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

การทรงงานในระยะเริ่มต้น ทรงเน้นให้ความช่วยเหลือพัฒนาประชาชนและเด็กยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร โดยทรงเริ่มจาก “โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” ต่อมาได้มีการพัฒนาและขยายผลไปสู่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

. งานพัฒนาเพื่อสุขภาพ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพร่างกายของประชาชน และปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะสุขภาพอนามัยของเด็ก ๆ ในถิ่นทุรกันดารให้มีสุขภาพที่ดี พร้อมที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไป โดยมีตัวอย่างที่สำคัญ ดังนี้

.๑ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี ๒๕๒๓ เพื่อให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคตลอดการศึกษา โดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตขึ้นภายในโรงเรียนมาประกอบอาหาร ซึ่งโรงเรียนจัดหาอุปกรณ์ในการเพาะปลูกและพันธุ์ผักให้เด็กทำการเกษตร โดยโครงการดังกล่าวได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ชนบทห่างไกลทั่วประเทศ

.๒ โครงการสุขศาลาพระราชทานโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ทรงห่วงใยประชาชนตามแนวชายแดนและในพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งประสบปัญหาการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบบริการทางสาธารณสุข จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาห้องพยาบาลในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (โรงเรียน ตชด.) ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลการคมนาคม โดยจัดตั้ง “สุขศาลาพระราชทานโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน” ขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๙ จำนวน ๙

แห่ง ในพื้นที่ ๗ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดยะลา (จังหวัดละ ๑ แห่ง) จังหวัดตาก และจังหวัดนราธิวาส (จังหวัดละ ๒ แห่ง) โดยการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การจัดยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ การพัฒนาศักยภาพของครู พยาบาล ตำรวจตระเวนชายแดนให้มีความรู้และทักษะด้านการตรวจรักษาและการพยาบาลในเบื้องต้น การพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน และการพัฒนาเครือข่ายการรักษาพยาบาลฉุกเฉินโดยระบบวิทยุโทรคมนาคม และการรักษาพยาบาลด้วยการสื่อสารทางไกล (Telemedicine) ทั้งภาพและเสียงเชื่อมโยงระหว่างสุขศาลาพระราชทานฯ กับโรงพยาบาลชุมชนใกล้เคียง ช่วยให้แพทย์ในโรงพยาบาล ได้เห็นอาการคนไข้ สามารถแนะนำการรักษาพยาบาลแก่ครูพยาบาลของโรงเรียน ตชด. ได้อย่างเหมาะสม

ต่อมา ในปี ๒๕๕๘ ได้มีการขยายสุขศาลาพระราชทานโรงเรียน ตชด.เพิ่มขึ้นอีก ๗ แห่ง ในพื้นที่ ๖ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเชียงราย จังหวัดตาก จังหวัดนราธิวาส (จังหวัดละ ๑ แห่ง) และจังหวัดเชียงใหม่ (๒ แห่ง) ซึ่งโครงการนี้ ได้ช่วยให้นักเรียนและประชาชนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ตามแนวชายแดน สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งพัฒนาตนเองในการเรียนรู้และร่วมดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และหากเจ็บป่วยก็ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

.๓ โครงการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน เกิดภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนและโรคเอ๋อ ซึ่งทำให้การพัฒนาทั้งระดับสติปัญญาและทางร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ และถ้ามีการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกมีพัฒนาการทางสมอง และระบบประสาทที่ช้ากว่าปกติ หรืออาจจะเกิดความพิการแต่กำเนิด จึงได้มีพระราชดำริให้คณะทำงานสำรวจหาข้อมูล และมีการแนะนำการใช้ไอโอดีนหยดในน้ำ รวมถึงการใช้เกลือไอโอดีน ในชุมชนที่มีปัญหาการขาดสารไอโอดีนอย่างมาก ตลอดจนถึงการให้ไอโอดีนแก่หญิงมีครรภ์และเด็กนักเรียนทุก ๖ เดือนอีก และการให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องโรคขาดสารไอโอดีน และรณรงค์ให้ประชาชนได้เกลือเสริมไอโอดีนหรือหยดน้ำไอโอดีนในน้ำปลาสำหรับปรุงอาหารในครัวเรือน

.๔ โครงการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร มีพระราชดำริเมื่อปี ๒๕๓๙ ในการส่งเสริมให้หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็กทารกแรกเกิดจนถึงอายุ ๓ ปี ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารได้รับการบริการที่เหมาะสม มีภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยที่ดี เด็กแรกเกิดมีชีวิตรอด มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการได้เต็มศักยภาพ โดยมีกิจกรรมที่สำคัญคือ ๑) การให้บริการดูแลอนามัยแม่และเด็กขั้นพื้นฐาน ๒) รณรงค์ให้ประชาชนร่วมดูแลแม่และเด็ก ทั้งในครอบครัวของตนเองและชุมชน ๓) สนับสนุนอาหารเสริมและยาที่จำเป็นแก่แม่และเด็ก ๔) ศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีการในการให้บริการที่เหมาะสมต่อขนบธรรมเนียมและประเพณีของกลุ่มชนในบางพื้นที่ เช่น ชาวไทยภูเขา และชาวไทยมุสลิม ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดารมีภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยดีขึ้น

4-58-3_005

.๕ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทรงพบว่า จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ ทั้งในด้านความเป็นอยู่วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เด็กเป็นจำนวนมากไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กก่อนวัยเรียนซึ่งเป็นวัยต้นของพัฒนาการ ทำให้ประสบปัญหาทุพโภชนาการ (ขาดสารอาหาร) เนื่องจากได้รับปริมาณอาหารไม่เพียงพอ และขาดคุณค่าทางโภชนาการ ผู้ปกครองไม่มีเวลาเลี้ยงดูบุตรหลานต้องประกอบอาชีพเพื่อหารายได้ ในปี ๒๕๒๗ จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาตันหยง อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส” และเปิดดำเนินการในปี ๒๕๒๘ เพื่อรับเด็กก่อนวัยเรียน อายุ ๒.๕ – ๕ ปี เข้ารับการเลี้ยงดู และให้มีการพัฒนาการอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัย ส่งเสริมให้เด็กก่อนวัยเรียนให้ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อทอดพระเนตรและติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง พระราชทานคำแนะนำให้แก่ศูนย์เด็กเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ก่อให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น โครงการอาหารกลางวันเด็ก การประกอบอาหารโปรตีนจากถั่วเหลือง กิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด เพื่อส่งเสริมให้มีอาหารจำพวกแร่ธาตุและวิตามิน โครงการน้ำดื่มไอโอดีน นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานนมผง เพื่อเป็นอาหารเสริม และจัดเครื่องเล่นสนามให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างเหมาะสมตามวัยอีกด้วย ปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เพิ่มขึ้น ๑๗ แห่ง แบ่งเป็น ในเขตจังหวัดนราธิวาส ๑๖ แห่ง และจังหวัดปัตตานี ๑ แห่ง

.๖ โครงการหน่วยแพทย์พระราชทานและโครงการหน่วยทันตกรรมพระราชทาน

  • โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๓๕ เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของราษฎรด้อยโอกาสและมีฐานะยากจน รวมทั้งให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยแก่พวกเขาเหล่านั้น โดยออกปฏิบัติงานครั้งแรก ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแม่กลองคี อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

4-58-3_006

  • โครงการหน่วยทันตกรรมพระราชทาน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๑ เพื่อให้การบริการด้านทันตกรรม และอบรมความรู้ด้านทันตสุขศึกษาแก่นักเรียนและครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันได้ให้บริการจำนวนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ราย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ปัจจุบันมีอาสาสมัครทันตแพทย์ และทันตบุคลกรอื่นจำนวนกว่า ๕๐๐ คน

.๗ โครงการแว่นตาพระราชทาน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๙ ทรงพบว่าเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ประสบปัญหาด้านสายตาทำให้การพัฒนาทักษะการอ่านของเด็กบกพร่องเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ช้า และยังไม่มีการตรวจวัดสายตาให้แก่เด็กนักเรียนรวมทั้งประชาชนในพื้นที่ โดยวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการคือ ๑) การให้บริการตรวจวัดสายตาแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลคมนาคม ๒) จัดแว่นตาให้แก่เด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางด้านสายตา และ ๓) ให้บริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นแก่ผู้ปฏิบัติงาน

. งานพัฒนาด้านการศึกษา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาทุกด้าน ทุกรูปแบบเพื่อเป็นการติดอาวุธทางปัญญาสู่การพัฒนาคนให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ โดยนอกจากจะทรงเป็นพระอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและอาจารย์พิเศษ ณ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ แล้ว ยังมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การพัฒนาและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ การจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ข้อมูล ห้องสมุดและสื่อการสอน ศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัย โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนสอนคนตาบอดและเด็กพิเศษ เป็นต้น

(ทั้งนี้ ในรายละเอียดงานพัฒนาด้านการศึกษา ผู้เรียบเรียงได้ลงไว้ในวารสารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๒ เมษายน – มิถุนายน ๒๕๕๘ ในคอลัมน์ ดั่งดวงแก้วแห่งสยาม : ตอนที่ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้านักการศึกษาไทย หน้า ๑๐ – ๑๗ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ต่อเนื่องกันไปเรียบร้อยแล้ว)

. งานพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพ และการสหกรณ์

ทรงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมีความรู้ ความสามารถในวิชาและทักษะต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว นำมาซึ่งรายได้และการยกระดับคุณภาพชีวิตดังตัวอย่างต่อไปนี้

.๑ ส่งเสริมการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เสริมสุขภาพพัฒนาคุณภาพชีวิต ในเบื้องต้นจะทรงเริ่มในสถานศึกษาก่อน ถ้ายังไม่มีสถานศึกษาจะเข้าไปรวมกลุ่มเด็กในพื้นที่ แล้วทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านกระบวนการทางการศึกษา เช่น “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ” เพื่อนำผลผลิตเหล่านั้นมาประกอบเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ ที่สำคัญคือ ให้นักเรียนได้มีความรู้และได้รับการฝึกฝนการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ การถนอมอาหาร แปรรูปผลผลิต และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นความรู้ติดตัว สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้ในอนาคต

.๒ ส่งเสริมอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามแนวพระราชดำริ ทรงเห็นว่า การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชนเพียงกลุ่มเดียวไม่เพียงพอ จึงทรงส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ด้วยการดำเนินงาน “การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร” ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ โดยมีพื้นที่เป้าหมายคือราษฎรที่อยู่ตามแนวชายแดนห่างไกลความเจริญ และการคมนาคมไม่สะดวก ขณะนี้มีกลุ่มอาชีพที่พระราชทานความช่วยเหลือรวม ๑๕๐ กลุ่ม ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีสมาชิกรวม ๓,๙๖๓ คน มีการดำเนินงานหลากหลายกิจกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น นำมาแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยได้มีการส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในท้องถิ่น และทรงรับซื้อไปจำหน่ายที่ “ร้านภูฟ้าซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๔ เพื่อเป็นสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ จากการผลิตของชาวบ้านในถิ่นทุรกันดาร สู่กระบวนการทางการตลาด ไปสู่ลูกค้าในเมือง

4-58-3_007

.๓ สหกรณ์โรงเรียน มีพระราชดำริ เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๔ ให้ดำเนินการส่งเสริมวิธีการสหกรณ์ให้แพร่หลายไปยังเด็กนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องสหกรณ์ โดยปลูกฝังแก่เด็ก เยาวชน ครู และผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่นให้เข้าใจถึงหลักการสหกรณ์รวมถึงพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย โดยทรงให้ความสำคัญและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้พระราชทานคำแนะนำอันทรงคุณค่าแก่ผู้เกี่ยวข้องในการส่งเสริมสหกรณ์ในโรงเรียนตามพระราชดำริในโอกาสต่าง ๆ ปัจจุบันได้ดำเนินการอย่างแพร่หลาย ทั้งในโรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ๓ ประเภท คือ กิจกรรมสหกรณ์ร้านค้ากิจกรรมสหกรณ์การเกษตร และกิจกรรมสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจด้านการสหกรณ์ การทำบัญชีรับจ่ายของตนเองและครอบครัว และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

4-58-3_008

. งานพัฒนาชนบท และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

.๑ งานพัฒนาชนบทและพื้นที่ “แบบบูรณาการ” เพื่อให้การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้านโดยทรงให้พัฒนาพื้นที่ตามสภาพปัญหา เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นการพัฒนาพื้นที่การเกษตร โภชนาการ สุขภาพอนามัย การศึกษาการส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น

  • โครงการภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
  • โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาตามพระราชดำริ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
  • โครงการหมู่บ้านไร้มลพิษตามพระราชดำริ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
  • โครงการพัฒนาบ้านองหลุ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
  • โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
  • โครงการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านนายาว อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา

.๒ งานพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทรงห่วงใยในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก และเสด็จฯ ไปทรงศึกษาธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองหลายครั้ง และยังทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักท่องเที่ยวให้รู้จักการเที่ยวป่าอย่างถูกวิธีรวมถึงการปลูกฝังและสร้างจิตสำนึก คือสอนให้เด็กนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ เห็นความงดงามความน่าสนใจของธรรมชาติตลอดมา ซึ่งงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพระองค์มีหลากหลายโครงการ ดังนี้

๔.๒.๑ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๓๕ ได้มีพระราชดำริให้อนุรักษ์พืชพรรณของประเทศและดำเนินการเป็น ธนาคารพืชพรรณ ต่อมาในปี ๒๕๓๖ ได้มีการจัดตั้ง “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของพันธุกรรมพืชต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนให้มีการจัดทำระบบข้อมูลพันธุกรรมพืชให้แพร่หลาย สามารถสื่อถึงกันได้ทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น

  • สวนพฤกษศาสตร์ในโรงเรียน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และเป็นสื่อในการสร้างจิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ให้เยาวชนได้ใกล้ชิดกับพืชพรรณไม้ เห็นคุณประโยชน์และความสวยงาม ก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์พันธุกรรมพืชต่อไปโดยดำเนินงานที่อิงรูปแบบของ “สวนพฤกษศาสตร์” แต่ย่อขนาดมาดำเนินการในพื้นที่เล็ก ๆ โดยการรวบรวมพรรณไม้ในท้องถิ่น มาปลูกและรวบรวมไว้ในโรงเรียน ตลอดจนมีการบันทึกรายงานและข้อมูล เพื่อ

นำไปใช้ในการศึกษา

  • พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย บริเวณ “เกาะแสมสาร” อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๔๑ และมีหน่วยงานหลักในการดำเนินงานคือ กองทัพเรือ โดยมีการจัดสร้างธนาคารพืชพรรณขึ้นสำหรับเก็บรักษาพันธุกรรมพืชที่เป็นเมล็ดและเนื้อเยื่อ รวมทั้งจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์และเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสารเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกแก่เยาวชนตามแนวพระราชดำริ

๔.๒.๒ การฟื้นฟูป่าชายเลน จากการที่ได้ทรงศึกษาจากภาพถ่ายทางไกลจากดาวเทียม (Remote sensing) ทำให้ทรงทราบว่าบริเวณชายฝั่งทะเลของเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เคยเป็นพื้นที่ของป่าชายเลนมาก่อน แม้ว่าสภาพที่ปรากฏจะเป็นเพียงปากคลองที่ถูกทับถมด้วยเนินทรายและตื้นเขินไปแล้วก็ตาม ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูป่าชายเลนให้เกิดขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์เหมือนที่เคยเป็นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ทรงดำเนินการดังนี้

  • การปลูกป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งทะเลเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ระยะที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๓๗ ในบริเวณปากคลองบางกราน้อยประมาณ ๘๐ ไร่ และบริเวณคลองบางกราใหญ่ประมาณ ๓๐ ไร่ ระยะที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๔๔ ในบริเวณพื้นที่ส่วนแยกคลองบางกราน้อยเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ระยะที่ ๓ เมื่อปี ๒๕๔๖ ทรงปลูกป่าชายหาดทรงปล่อยแย้จำนวน ๔๗ ตัวบนป่าบก รวมทั้งปล่อยปูทะเลจำนวน ๔๙ ตัว ลงในคลองป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูและสร้างความสมดุลของระบบนิเวศให้เป็นไปตามธรรมชาติ
  • การจัดตั้ง “อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่เจริญพระชนมายุ ๔๘ พรรษา ปี ๒๕๔๖โดยมีแนวทางการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริในด้านการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๔.๒.๓ โครงการสร้างป่าสร้างรายได้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ประชาชนเกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินงาน “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมาย รวมทั้งสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่าและสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน และการใช้ “วนเกษตร” ซึ่ง เป็นระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ผสมผสานกับการจัดการระบบเกษตรกรรมอย่างสอดคล้องเหมาะสมกับวิถีชีวิต และเป็นไปตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เช่นที่จังหวัดเลย น่าน ตาก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน

. งานด้านการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยศาสนา และดนตรี

ทรงให้การสนับสนุนและเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ส่งเสริม และฟื้นฟูกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปวัฒนธรรมไทยและประเพณีเสมอมา โดยมีตัวอย่าง ดังนี้

.๑ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ โบราณสถาน และโบราณวัตถุ

๕.๑.๑ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง เมื่อคราวพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมื่อปี ๒๕๒๕ เป็นการบูรณะครั้งใหญ่ครั้งที่ ๔ นับแต่ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการบูรณปฏิสังขรณ์ นับว่าทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงเป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง โดยทรงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งได้เสด็จฯ มาเป็นองค์ประธานในการประชุมเพื่อกำหนดแผนงานบูรณปฏิสังขรณ์ การจัดหาทุน และพระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาสามารถและรอบรู้ในศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย

๕.๑.๒ การปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้มีพระราชดำริให้ปรับปรุง เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มสาขาอื่น ๆ เช่น ธรรมชาติวิทยาภูมิศาสตร์ และธรณีวิทยา ฯ ตามหลักการของแต่ละพื้นที่ ต่อมากรมศิลปากรดำเนินการตามแนวพระราชดำริ โดยการจัดตั้ง “โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง” ขึ้น เมื่อปี ๒๕๓๘ โดยในเริ่มแรก ได้ดำเนินการในเขตอุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดกำแพงเพชร ทรงเลือกรูปแบบอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นหมู่เรือนไทยภาคกลางและพระราชทานนามว่า “พิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชรเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและจัดแสดงภูมิปัญญาของบรรพชนในท้องถิ่น เป็นแหล่งข้อมูลทางด้านวัฒนธรรมและมรดกของชาติ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดด้วย

4-58-3_009

ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริดังกล่าว จำนวน ๔๒ แห่ง กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ภาคกลาง ๒๐ แห่ง ภาคเหนือ ๘ แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๘ แห่ง และภาคใต้ ๗ แห่ง เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและแสดงศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและตระหนักถึงความเป็นคนไทยและชาติไทยสืบทอดสู่บรรพชนรุ่นหลังสืบไป

๕.๑.๓ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งอยู่ใน “วังสระปทุม” เป็นที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภว่า เป็นสถานที่สำคัญแห่งพระราชวงศ์และแห่งชาติ เนื่องจากเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งแต่ปี ๒๔๕๙ ตราบจนเสด็จสวรรคตเมื่อปี ๒๔๙๘ และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในเวลาต่อมา จึงสมควรที่จะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจอันเป็นแบบอย่างอันดีงามแห่งการดำรงชีวิตที่อำนวยประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานวังสระปทุมให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์และตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าขึ้น โดยเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดนิทรรศการ “บรมกษัตริย์วัฒนสถาน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโดยพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ได้เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าชมในช่วงกลางเดือนธันวาคม-ปลายเดือนมีนาคมของทุกปี

๕.๑.๔ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือ “อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ ร.๒” เป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อปี ๒๕๒๐ โดยทรงบริหารงานและทรงหาทุนดำเนินการก่อสร้างอุทยานฯ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ ร.๒ ได้จัดสร้างขึ้น ณ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ เนื้อที่ประมาณ ๑๑ ไร่ มีการก่อสร้างโรงละครกลางแจ้ง อาคารทรงไทยซึ่งจัดขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ห้องสมุด และสวนพรรณไม้ในวรรณคดีโดยได้มีการจัดงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นประจำทุกปี และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงานและทอดพระเนตรกิจกรรมต่าง ๆ นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ จวบจนปัจจุบัน

4-58-3_010

.๒ การอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาไทย

๕.๒.๑ วิทยาลัยในวัง สืบเนื่องจากวาระการเฉลิมฉลอง ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี ๒๕๒๕ ที่ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการการอำนวยการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง อันประกอบด้วย ปราสาทราชมณเฑียร ตลอดจนเครื่องราชูปโภคต่าง ๆ ซึ่งล้วนต้องใช้ช่างสิบหมู่ทั้งสิ้น แต่ขาดแคลนผู้มีความรู้วิชาช่างสิบหมู่ จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “วิทยาลัยในวัง” หรือเรียกอีกชื่อว่า “โรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวนกุหลาบ (วิทยาลัยในวังหญิง)” ซึ่งตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังขึ้น เมื่อปี ๒๕๒๙ เพื่อสืบสานฟื้นฟูช่างฝีมือไทย และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งยังมุ่งเน้นฝึกสอนแก่ผู้ที่ต้องการไปประกอบอาชีพโดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน โดยทรงให้ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทางช่างที่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันจะมีจำนวนน้อยลงเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ ปัจจุบัน เปิดสอนวิชาหลัก ๓ แผนก

คือ วิชาช่างปักสะดึง วิชาดอกไม้สดประดิษฐ์ และวิชาอาหารและขนม

ต่อมา ในปี ๒๕๓๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “โรงเรียนผู้ใหญ่พระตำหนักสวนกุหลาบ (วิทยาลัยในวังชาย)” ขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวังด้วยเช่นกัน ต่อมาในปี ๒๕๕๒ ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น “โรงเรียนฝีมือช่างในวัง (ชาย)” เปิดสอนวิชางานเขียน งานปั้น งานประดับมุก งานลายรดน้ำ งานแกะสลัก งานหัวโขน และงานปักจักร ต่อมาได้มีการขยายสาขาวิทยาลัยในวังชาย ด้านช่างสิบหมู่ขึ้น ณ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และพระราชทานนามว่า “ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก(วิทยาลัยในวัง)”

๕.๒.๒ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่นางสาวประยงค์ นาคะวะรังค์ราษฎรชาวอัมพวา น้อมเกล้าฯ ถวาย มาดำเนินการให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีวัฒนธรรม และประเพณีอันงดงามที่สะท้อนความเป็นชาติไทยได้อย่างน่าภูมิใจ จึงมีพระราชดำริให้มุ่งเน้นดำเนินงานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมวิถีชีวิตชาวชุมชนอัมพวา ทั้งด้านกายภาพและการดำเนินชีวิตของผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ บนแนวทาง “อนุรักษ์แล้วจึงพัฒนา” สมดังชื่อของโครงการว่า “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์”

ปัจจุบัน “อัมพวา” ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น การสืบสานวิถีชีวิตของชุมชน การเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น เป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับคนในชุมชน รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้พื้นเมืองให้แก่บุคคลทั่วไปด้วย

.๓ การทำนุบำรุง ฟื้นฟู และส่งเสริมศาสนา

๕.๓.๑ ทรงฟื้นฟู และส่งเสริมศาสนา

  • เมื่อทรงเป็นนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีพระราชดำริให้จัดงาน “เทศน์มหาชาติตามรูปแบบที่ถูกต้องตามตำรับหลวง” หรือที่เรียกว่า “เทศน์มหาชาติร่ายยาว” ขึ้น เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจคุณค่าของเรื่องมหาชาติ และประเพณีการเทศน์มหาชาติที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณกาล โดยทรงรับเป็นเจ้าภาพในกัณฑ์กุมาร ซึ่งได้ทรงจัดเครื่องกัณฑ์เทศน์ตามแบบฉบับที่ทำกันในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
  • ทรงริเริ่มฟื้นฟูประเพณีฉลองวันวิสาขบูชา ซึ่งเคยปรากฏมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยได้ทรงประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันจุดโคมประทีป และส่งบัตรอวยพรที่มีข้อความธรรมะเพื่อระลึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและได้มีพระราชนิพนธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มีทั้งเกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรง และการนำข้อคิดจากหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
  • ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ อยู่เป็นนิจ เช่น วัดท่าสุทธาวาส จังหวัดอ่างทองซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาและพระอุโบสถของวัดชำรุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถใช้การได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระอุโบสถใหม่ขึ้นทดแทนหลังเดิม
  • ทรงให้การสนับสนุนแก่ศาสนาอื่น ๆ ด้วยเสมอ โดยเมื่อได้รับคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปในงานของศาสนาใด ๆ จะเสด็จฯ ไปร่วมด้วยทุกครั้งมิได้ขาด

๕.๓.๒ โรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อส่งเสริมการศึกษาสำหรับสามเณร จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดน่าน” ขึ้น เป็นแห่งแรก โดยทรงอุปถัมภ์กิจกรรมของโรงเรียนทั้งในด้านการศึกษา (แผนกสามัญศึกษา) และสุขภาพอนามัยของสามเณร พร้อมทั้งถวายทุนให้สามเณรได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นต้น ปัจจุบัน มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ในโครงการพระราชดำริ จำนวน ๕๓ โรง ในพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ เชียงราย ตาก และพะเยา

๕.๓.๓ การพัฒนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งเดิมเปิดสอนเฉพาะวิชาศาสนาเพียงอย่างเดียวแบบปอเนาะดั้งเดิม และใช้ภาษามลายูเป็นสื่อการเรียนการสอน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการศึกษานอกโรงเรียน เข้าไปจัดการเรียนการสอนหลักสูตรสายสามัญ และสายอาชีพ ให้แก่โรงเรียนจรรยาอิสลาม อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ขึ้นเป็นแห่งแรก ตามที่โต๊ะครูได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน รวมทั้ง มีพระราชดำริให้จัดการเรียนการสอนเรื่องโภชนาการและอนามัยแม่และเด็กด้วย เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ ปัจจุบัน มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ จำนวน ๑๕ โรง ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา และตาก สอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานควบคู่กับหลักสูตรอิสลามศึกษา ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะในด้านต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสในการศึกษาต่อกว้างขวางมากขึ้น นอกจากนี้ ยังทรงรับโรงเรียนปอเนาะอีก ๒ แห่ง เข้าในโครงการพระราชดำริด้วย

4-58-3_011

.๔ การอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่การดนตรีไทย

  • ทรงเริ่มหัดดนตรีไทย ขณะทรงศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนจิตรลดา โดยทรงหัดซอด้วงเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ต่อมาได้ทรงหัดเล่นเครื่องดนตรีไทยชิ้นอื่น ๆ ด้วย แต่ที่ทรงโปรดอยู่ประจำคือ ระนาด ซอ และฆ้องวง นอกจากนี้ ยังทรงเป็นองค์ประธานในงานดนตรีไทย และทรงร่วมบรรเลงดนตรีกับนักดนตรีทุกวัยในหลายโอกาส ทรงนำคณะดนตรีและนาฏศิลป์ไทยไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ รวมทั้งทรงร่วมเป็นนักดนตรีในวงด้วยทุกครั้ง นอกจากดนตรีไทยแล้ว ยังทรงดนตรีสากลด้วย เช่น เปียโน ทรัมเปต และระนาดฝรั่ง
  • ได้พระราชนิพนธ์ บทกวี และบทเพลง ทั้งไทยเดิมและไทยสากล จำนวน ๔๘ บทเพลง บทเพลงแรกที่พระราชนิพนธ์คือเพลง “ส้มตำ” ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีชื่อเสียงและได้ยินกันอย่างคุ้นหู นอกจากนี้ยังมีเพลง “เต่าเห่” ซึ่งเป็นบทกล่อมนอนที่มีชื่อเสียงมาก จนสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยขอพระราชทานไปพิมพ์เผยแพร่ และเพลง “ปลาทองเถา” “เต่ากินผักบุ้ง” “อกทะเล” และ “พระอาทิตย์ชิงดวง” ซึ่งเป็นเพลงที่นิยมใช้ในวงการดนตรีไทยบ่อยมาก
  • ทรงส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนดนตรีไทยในโรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทำให้มีการสอนนักเรียนเล่นดนตรีไทยในหลาย ๆ โรงเรียน ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ส่งนักศึกษาสาขาดุริยางค์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ไปศึกษาวิชาการดนตรีที่สถาบัน SOAS ประเทศอังกฤษ เพื่อนำหลักวิชาและทฤษฎีของชาติตะวันตกมาใช้ค้นคว้าวิจัยดนตรีไทยในลักษณะที่เป็นวิชาการ นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมอาชีพการทำเครื่องดนตรีไทย เนื่องจากทรงเห็นว่าการประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยเป็นงานศิลปะและเป็นภูมิปัญญาไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้
  • ทรงให้ชำระรวบรวมโน้ตเพลงไทยที่มีคุณค่าและหาฟังได้ยากในปัจจุบันให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งยังทรงสนับสนุนให้มีการสรรหาศิลปินแห่งชาติด้านดนตรีไทย และพระราชทานความช่วยเหลือแก่ครูดนตรีอาวุโสที่เจ็บป่วย หรือเดือดร้อนโดยทรงเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่นักดนตรีไทยอยู่เสมอ

. งานมูลนิธิ และสังคมสงเคราะห์

ดำรัส สารบัญ 1-3 UPDADT WIN NEW.indd

.๑ มูลนิธิชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานเพื่อสนับสุนนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่าง ๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนาเกิดความสมบูรณ์ขึ้น

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามความก้าวหน้าของมูลนิธิชัยพัฒนาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ จนถึงปัจจุบัน โดยมีโครงการในความรับผิดชอบทั้งสิ้น ๒๗๙ โครงการ กระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบด้วยโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้แก่ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคมและการศึกษา และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ รวมทั้งการให้ความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยมีตัวอย่างโครงการ เช่น การศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์และร้าน “ภัทรพัฒน์” ซึ่งเป็นร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิชัยพัฒนาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น

.๒ สภากาชาดไทย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่ง “อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” ภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระบรมราชูปถัมภก” และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ “สภานายิกาสภากาชาดไทย” ที่ทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ประสบภัยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้สภากาชาดไทยช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทุก ๆ ด้าน เท่าที่จะดำเนินการได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เพื่อให้สภากาชาดไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนและดำเนินการเพื่อมนุษยชนตามหลักกาชาดสากล ทรงสนพระทัยในงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสภากาชาดไทย ที่จัดเป็นภารกิจหลักในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส การให้การรักษาพยาบาล การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และการพยาบาล การให้สถานที่พักรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย การรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการหารายได้เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจของสภากาชาดไทย นอกจากนี้ยังได้มีพระราชดำริในการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางให้สภากาชาดไทยได้นำไปใช้บรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนและเพื่อนมนุษย์

.๓ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และพลเรือนอาสาสมัคร ที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือทุพพลภาพจากการต่อสู้ป้องกันประเทศ แทนการทำบุญเลี้ยงพระดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานมูลนิธิ โดยทรงรับพระราชภาระในการจัดหารายได้และการระดมเงิน เพื่อนำมาสมทบทุนมูลนิธิ ฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียสละต่อสู้เพื่อความมั่นคงของชาติที่บาดเจ็บพิการ นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้มีการฝึกอาชีพขึ้นในปี ๒๕๒๓ เพื่อผลิตผลงานฝีมือของสมาชิกสายใจไทยออกจำหน่าย ทำให้สมาชิกสามารถพึ่งตนเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัวเพิ่มขึ้น มีอาชีพ ติดตัว ตลอดจนสร้างขวัญ กำลังใจ ปัจจุบันได้มีการฝึกอาชีพให้แก่สมาชิกและครอบครัวแล้วกว่า ๔,๐๐๐ ครอบครัว

.๔ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย มีพระราชดำริให้จัดตั้ง มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย (Thai Red Cross Children Home) ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๒๔ เพื่ออุปการะเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และหน่วยงานอื่น ๆ ของสภากาชาดไทย รวมทั้งหาครอบครัวที่เหมาะสมให้กับเด็กกำพร้าเหล่านนั้น โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้รับเลี้ยงดูเด็กที่ถูกทอดทิ้งกว่า ๘๐๐ คน ให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เพื่อให้เด็กมีความพร้อมที่จะไปอยู่กับครอบครัวบุญธรรม และเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไปนอกจากนี้ เมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของไทย ทำให้ ๖ จังหวัดภาคใต้ ได้รับความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตของประชาชนหลายพันคน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” สำหรับเด็กกำพร้าจำนวนมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ที่จังหวัดพังงา โดยให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิเด็กสภากาชาดไทยด้วย

.๕ มูลนิธิอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาผู้มีความสามารถยอดเยี่ยม ได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาความรู้ให้ถึงขั้นสูงสุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์และประเทศชาติได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งทุนเพื่อการนี้เมื่อปี ๒๔๙๘ และพระราชทานนามทุนว่า “อานันทมหิดล” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิบดินทร

ต่อมาในปี ๒๕๓๘ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดำรงตำแหน่งองค์ประธานมูลนิธิอานันทมหิดล โดยทรงร่วมพิจารณาคัดเลือก และติดตามผลการศึกษาของผู้ได้รับพระราชทานทุนอย่างใกล้ชิด ร่วมกับคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ ปัจจุบันการพระราชทานทุน มีจำนวน ๘ แผนก ดังนี้ ๑) แผนกแพทยศาสตร์ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อแรกตั้งทุน ๒) แผนกวิทยาศาสตร์ ๓) แผนกวิศวกรรมศาสตร์ ๔) แผนกเกษตรศาสตร์ ๕) แผนกธรรมศาสตร์ ๖) แผนกอักษรศาสตร์ ๗) แผนกทันตแพทยศาสตร์ และ ๘) แผนกสัตวศาสตร์ โดยก่อนผู้ได้รับพระราชทานทุนจะออกไปศึกษาในต่างประเทศ จะนำเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อรับพระราชทานพระราโชวาทและเมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้ว จะนำเข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลรายงานทุกคน

.๖ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ เนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก ครบ ๑๐๐ ปี รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ดังกล่าว มี ๒ รางวัล พระราชทานแก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ ๑ รางวัล และด้านสาธารณสุข ๑ รางวัล เป็นประจำทุกปี แต่ละรางวัล ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล ๑ แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในระยะ ๒๓ ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลแล้ว ๗๐ ราย ในจำนวนนี้ มี ๒ รายที่ต่อมาได้รับรางวัลโนเบลด้วย

.๗ มูลนิธิรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นในโอกาสที่จะทรงมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ในปี ๒๕๕๘ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามรางวัลว่า “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” หรือ Princess Maha Chakri Award และพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้ง “มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” เพื่อเป็นองค์กรหลักในการวางแผนการดำเนินงานและพิจารณารางวัล รางวัลนี้ เป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้มีผลงานดีเด่น สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม ๑๑ ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา พม่า บรูไน และติมอร์-เลสเต ประเทศละ ๑ รางวัล รวม ๑๑ รางวัล

.๘ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิฯ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนนักศึกษาที่เรียนดีประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เรียนต่อ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ ในระดับประถมศึกษาและอุดมศึกษา โดยรายได้ของกองทุนได้มาจากการจำหน่ายพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นหลัก ร่วมกับเงินบริจาคสมทบจากผู้มีจิตศรัทธา รวมถึงรายได้จากการจำหน่าย “นามานุกรมวรรณคดีไทย” ที่ทรงรวบรวมคำอธิบายวรรณคดีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จำนวน ๒๙๖ เรื่อง

.๙ กองทุนการกุศลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงนำเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย มาตั้งเป็นกองทุน โดยทรงเป็นประธาน และมีกรรมการบริหารเงินกองทุนอีก ๕ คน เพื่อให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือในกิจการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม การแพทย์ การสาธารณสุข การศึกษา การศาสนา การกีฬา ทหาร ตำรวจ เด็ก และเยาวชน คนพิการ ผู้ประสบภัย ผู้ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนและอื่น ๆ ตามที่มีพระราชวินิจฉัยเห็นสมควร ซึ่งการให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ นั้น ใช้แต่เพียงดอกผลของกองทุนฯ เท่านั้น

.๑๐ กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินงาน “โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการต่าง ๆ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมถึงเงินที่องค์กรและเอกชนต่าง ๆ ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ในการดำเนินงานต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๔ จึงได้มีการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” (กพด.) ขึ้น โดยในระยะเริ่มต้นเริ่มที่โรงเรียนหรือสถานศึกษา แล้วจึงขยายงานไปสู่ชุมชน กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา ไปจนถึงเด็กในวัยเรียนและเยาวชน นอกจากนี้ ยังมีประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ให้ไปทรงทำโครงการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

.๑๑ หน่วยเฉพาะกิจสิรินธร เป็นโครงการพิเศษเพื่อขึ้นตรงต่อกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๘ เพื่อดำเนินการตามพระราชดำริที่มีพระราชประสงค์ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยสึนามิเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๗ ให้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข และสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้ดังเดิม นอกจากนี้ หน่วยเฉพาะกิจสิรินธร จะเข้าไปสำรวจข้อมูลฎีกาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของราษฎร และพิจารณานำข้อมูลความเดือดร้อนเสนอให้กองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีต่อไป รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจะได้ข้อมูลการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม รวดเร็ว และไม่ซ้ำซ้อน

. งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยได้เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง เพื่อทรงนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ รวมถึง นำมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการ และการพัฒนาประเทศตลอดจน เกื้อกูลกิจการต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ ยังทรงนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเสริมสร้างโอกาส คุณภาพ และศักยภาพให้แก่เด็กไทยในชนบท รวมถึงเด็กเจ็บไข้ได้ป่วย ผู้พิการ ผู้ต้องขัง ตลอดจนผู้ด้อยโอกาสทางสังคมได้ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเรียนรู้และประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ ยังทรงส่งเสริมเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้พัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับนานาประเทศ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เจริญขึ้น จึงเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ความว่า

“…การส่งเสริมความเข้มแข็งของประเทศชาติในทุก ๆ ด้าน เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนจะต้องวางแผนร่วมกัน การส่งเสริม ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญประการหนึ่งในกระบวนการเตรียมความพร้อม ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพที่จะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพของประเทศเราในแทบทุกด้าน ยังผลให้ประเทศชาติเจริญพัฒนา มีความมั่นคง และสามารถก้าวเข้าสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิในอนาคต…”

พระมหากรุณาธิคุณ สู่ชาวประชานานาประเทศ

นอกจากปวงชนชาวไทยแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ยังมีพระมหากรุณาธิคุณ และมีพระเมตตาต่อนานาประเทศที่ขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชนในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ให้มีสุขภาพดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสร้างความสงบสุขแก่ประชากรในภูมิภาค

ปัจจุบัน มีโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นความร่วมมือกับต่างประเทศกว่า ๗๕ โครงการ กระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐมองโกเลีย ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย รวมทั้ง ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เช่น โครงการอาหารโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งในการอุทิศพระวรกายในการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ ผ่านโครงการอาหารกลางวัน และโครงการอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก จึงได้ถวายพระเกียรติยศให้ดำรงตำแหน่ง Goodwill Ambassador หรือ ทูตพิเศษด้านโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนของโครงการอาหารโลก ในปี ๒๕๕๗ ด้วย

 

สมเด็จเจ้าฟ้านักพัฒนา ผู้เป็น “ดั่งดวงแก้วแห่งสยาม”

จากพระราชภารกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่บรรยายไว้ข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายสาขา หลากหลายแขนง ด้วยทรงพระวิริยอุตสาหะและทรงมุ่งมั่น ในการศึกษาหาความรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ ให้หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง และประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์สมดังที่ทรงงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างแท้จริง โดยทรงได้รับรางวัล และการถวายพระเกียรติในด้านต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมิอาจกล่าวได้หมดในที่นี้ ซึ่ง นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้กล่าวถึงการประกอบพระราชกรณียกิจของพระองค์อย่างสั้น ๆ แต่ครอบคลุมว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจตั้งแต่ท้องฟ้าถึงทะเล ส่วน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับประชาชน โดยทรงดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้นต่ออาณาประชาราษฎร์อย่างต่อเนื่องเสมอมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็น “ดั่งดวงแก้ว” ของพสกนิกรชาวไทยทั่วหน้า ที่ทุกคนทุกหมู่เหล่าต่างน้อมใจถวายความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ ขอถวายพระพรชัยมงคล “ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

 

 

เอกสารอ้างอิง

กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี.

พระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี [ออนไลน์] เข้าถึงได้

จาก www.sirindhorn.net (วันที่ค้นข้อมูล ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘)

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๕๘. สมเด็จ

พระเทพฯ เจ้าฟ้านักพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง

แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระ

ราชดำริ, ๒๕๔๘. พระทรงเป็นดวงแก้วส่องไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง

แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)