ประชาหน้าใส : จากองค์ความรู้…สู่ประชาชน

4-58-8_001

งานของสำนักงาน กปร. ที่เราทำอยู่นี้ ทำเพื่อสนองพระราชดำริและส่งผ่านความห่วงใยของพระองค์ไปสู่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดความสุขต่อประชาชน และหลายครั้งที่เราก็อยากรู้ว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” นั้น ๆ เมื่อถึงประชาชนแล้ว เขาจะเป็นอย่างไร เขาจะคิดอย่างไร

ในการลงพื้นที่ บางครั้งเราก็ได้ยินเสียงเล็ก ๆ จากประชาชน ที่พูดถึงในหลวงของเขา ทำให้คนทำงานอย่างเรารับรู้ได้ว่า เขารักในหลวงเพียงใด เขาได้รับประโยชน์อย่างไร จากการทรงงานหนักของพระองค์ท่าน และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่เราได้รับทราบ โดยผ่านคำพูดของประชาชนคนไทยส่วนหนึ่ง

การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนางานขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เมื่อวันอังคารที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุม ๒๐๑ ชั้น ๒ อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจัดทำโดยสำนักติดตามประเมิณผล สำนักงาน กปร. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะ โดยเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งส่วนราชการและประชาชนเข้าร่วมด้วย

ผลที่ได้รับจากการประชุมคือ นอกจากประชาชนจะได้รับความรู้จากการเข้ารับการอบรมในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ทั้ง ๖ แห่งแล้ว ยังสามารถนำความรู้นั้นไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้อีก บ้างก็ทำเป็นอาชีพหลัก บ้างก็ทำเป็นอาชีพเสริม ทำให้ครอบครัวมีอยู่มีกินในทุกวันนี้ และยังได้รับรู้ในเรื่องที่น่าชื่นใจจากการทำธนาคารปู และการเลี้ยงชันโรง อีกด้วย

 

การทำธนาคารปู

4-58-8_002

ธนาคารปู จังหวัดนนทบุรี เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของชาวประมง โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริร่วมกับภาคเอกชน ในการฟื้นฟูและขยายพันธุ์ปูม้า โดยปลุกจิตสำนึกประชาชนและชาวประมงพื้นบ้านให้ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ คือ หลังจากชาวประมงจับสัตว์น้ำ  หากพบปูม้าไข่จะร่วมกันนำไข่มาเขี่ยเก็บอนุบาลในธนาคาร ก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จนประสบความสำเร็จทำให้ปัจจุบันมีประชากรปูม้าเพิ่มขึ้นจำนวนมากในอ่าวคุ้งกระเบน

4-58-8_004%e0%b9%982

นอกจากนี้ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่จัดชุดเคลื่อนที่คอยดูแล ประชาสัมพันธ์ และทำความเข้าใจกับชาวบ้านพื้นที่อื่นที่เข้ามาหากินจับสัตว์น้ำทะเลในบริเวณนี้ เช่น ปูม้า และลูกปูตัวเล็กที่ยังไม่ถึงวัยอันควรไปบริโภค เพื่อเป็นการป้องกันอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าในอนาคตอีกด้วย

จากคำพูดของ นายนิวัติ ธัญญะชาติ เกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ว่า…

” – ถ้าการอบรมเกิดจากการระเบิดจากข้างใน จะทำให้สำเร็จได้ง่าย ถ้าเกษตรกรอยากรู้เรื่องอะไรทางศูนย์ฯ จะจัดอบรมให้ เช่น ชาวประมงในขณะนี้ ประมาณ ๙๕% ไม่มีใบอนุญาต/ใบประกาศนายท้าย ก็เข้าไปที่ศูนย์ฯ และศูนย์ฯ จะได้จัดอบรมให้ เช่น ปัญหาเรื่องร่องน้ำตื้นเขิน ไม่สามารถนำผลผลิตที่จับได้ออกไปขายให้ทันช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ทางคุ้งกระเบนฯ ก็จะประสานพาณิชย์นาวีให้ได้ทันเวลา
– ตอนนี้ได้จัดทำบ้านปลา ธนาคารปู จนเห็นผลชัดเจนใน ๓ ตำบล ๔-๕ หมู่บ้านแล้วว่า การทำปะการังเทียมให้ชาวบ้านจะช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้มากขึ้น เช่น ที่ผ่านมา ตกหมึกกระดองลายเสือได้วันละ ๑ ตัน วางอวน ๒ แพ ได้ ๑๐๐ กิโลกรัม แต่ราคาลดลงจาก ๑๕๐ บาท เหลือ ๖๐ บาท ซึ่งอันนี้ก็ยอมรับได้ เพราะผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกอย่างการเพิ่มปะการังเทียมช่วยให้เราสู้กับเรือประมงพาณิชย์ได้ด้วย
– ผมคิดว่า “คุ้งกระเบนฯ โมเดล เกี่ยวกับธนาคารปูม้า” ที่เราได้ทำกันมา น่าจะทำได้ในพื้นที่ตะวันออกหรือภาคใต้ นำไปใช้ได้ ตอนนี้ปูตัวเล็กขนาดประมาณ ๓ ซม. ตอนนี้ถูกเอาไปแปรรูปเป็นน้ำยาขนมจีน ปูดองเค็ม เป็นต้น และตอนนี้ชาวบ้านจะรู้สึกหวงแหนทรัพยากรของตนเองมากขึ้น 

ปัจจุบันธนาคารปูม้าของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโมเดลต้นแบบของธนาคารปูในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประสบความสำเร็จตามรูปแบบการดำเนินงานตามแนวทางพระราชดำริ

จากคำพูดของ นายสุเทพ มะลิเถา เกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ว่า…

” – เราเป็นคนแรก ๆ ที่เข้าอบรม ก็กลัวเจ้าหน้าที่อยู่เหมือนกัน แรก ๆ ทางศูนย์ฯ ก็ถามว่ามาอบรมได้ไหม ถ้าพอดีวันไหนคลื่นสงบแล้วเกิดมีอบรม เราก็คิดเหมือนกันว่า รายได้วันนั้น จะหายไป ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ถ้าไม่มาก็กลัวเขาจะไม่ช่วยเรา หลัง ๆ เลยบอกเขาว่า ถ้าจะจัดอบรม ขอเป็นช่วงฤดูมรสุม เราจะได้ไม่ขาดรายได้ เพราะชาวประมงจะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา เลยตั้งกลุ่มกันเอง แปรรูปสินค้า แล้วเข้าไปหาศูนย์ฯ เพื่อให้ช่วยเหลือ หลังจากนั้นเราก็ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ฯ มาตลอด
– แรก ๆ เราเป็นตัวแทนกลุ่ม ก็จะเอาความรู้มาบอกต่อคนในกลุ่ม แต่มันก็ไม่ดีเท่ากับพาเขาไปฟังเอง หลัง ๆ กลุ่มเราก็เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และที่เห็นผล คือ มีโอกาสเข้าอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราอยู่ตรงนั้นไม่มีแหล่งน้ำจืด ต้องซื้อน้ำจืดใช้ พอกลุ่มเราได้อบรมแล้วก็กลับมาทำ อยู่น้ำเค็ม แต่ปลูกผักน้ำจืดกินได้ คือ เอากระสอบที่ใส่ข้าว มาใส่ดินน้ำจืด แล้วเอาเมล็ดพืชใส่ใน ๔ มุม ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง โหระพา กะเพรา ใช้น้ำล้างจาน ล้างเท้า น้ำซาวข้าวมารดทุกวัน แล้วเราก็แจกให้ทุกบ้านได้กินกัน หลัง ๆ เขาเลยทำตามเราด้วย
– การอบรมต่อยอดอื่น ๆ เช่น มีธนาคารปู เพาะปูลงสู่ธรรมชาติไม่ต่ำกว่า ๕ ล้านตัวต่อวัน เราสร้างธนาคารแล้วให้สมาชิกเอาลูกปูมาฝาก หลัง ๆ ได้ขยายไปบ้านอื่น ๆ อีก 

 

การเลี้ยงชันโรง

ชันโรง เป็นแมลงสังคมกลุ่มเดียวกับผึ้ง แต่ไม่มีเหล็กใน เชื่อง ไม่ดุร้ายกับศัตรู มีขนาดเล็กกว่าผึ้งพันธุ์ ประมาณ ๒ – ๓ เท่า ทำหน้าที่ผสมเกสรพืชทางการเกษตรช่วยให้ระบบนิเวศสมดุล พบได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่ปัจจุบันประชากรของชันโรงในธรรมชาติมีจำนวนลดลง ซึ่งเป็นผลจากการขาดความรู่ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของชันโรง รวมทั้งการทำลาย เผาป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช

4-58-8_005

การเลี้ยงชันโรงเพื่อผสมเกสร นอกจากจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงชันโรงเติบโตไปพร้อมกันด้วย เนื่องจากวิธีการเลี้ยงก็ไม่ยาก ใช้เนื้อที่ในการเพาะเลี้ยงน้อย เลี้ยงในกล่องขนาดเล็กและเคลื่อนย้ายกล่องไปตามไร่ในสวนที่ต้องการใช้ชันโรงผสมเกสรได้สะดวก ปัจจุบันชันโรงได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเลี้ยงอย่างแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพิสูจน์ว่าน้ำผึ้งจากชันโรงมีคุณค่าทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งจากผึ้งทั่วไป

4-58-8_007_2

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการศึกษา วิจัย และทดลอง มาอย่างต่อเนื่องกว่า ๓๐ ปี มีองค์ความรู้มากมายที่จะถ่ายทอดสู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้เพื่อให้สามารถนำไปขยายผลต่อไปได้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน กปร. และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ชันโรงให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

จากคำพูดของ นางสาวปัทมาพร ปู่หงส์ เกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ว่า…

” – ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาฯ อ่าวคุ้งกระเบน ที่ให้มารับความรู้เพิ่มเติม ได้มาฟังพี่ ๆ ลุง ๆ เกษตรกร คือ หนูเป็นเกษตรกรอายุ ๒๖ ปี ที่ได้เข้ามาเข้าร่วมกับศูนย์ฯ ที่บ้านได้เข้าอบรมการเลี้ยงชันโรง มาประมาณ ๘ – ๙ ปีแล้วและที่ทำมานี้คิดว่าจะเลี้ยงชันโรงเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และวันนี้หนูก็ประสบความสำเร็จแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรก็เพิ่มขึ้น และอยู่ดีมีสุขพอกับที่เป็นอยู่ และที่ทำไม่ใช่เพราะพยายามที่จะทำให้ได้ แต่ที่ทำมาทุกวันนี้เพราะว่าตั้งใจทำ อยากทำ ทำเพราะอยากทำ ไม่ได้ทำเพราะพยายามที่จะทำ และที่ได้เข้ามาตรงนี้ รู้สึกยินดีมากได้ประสบการณ์เยอะแยะ และคิดว่าหนูเป็นเด็กที่สุด กำลังจะเติบโตไปพร้อมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ และคิดว่าจะแก่ความรู้ แก่ประสบการณ์ไปกับอ่าวคุ้งกระเบนฯ ด้วยค่ะ
– ต้องขอขอบคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ ที่สร้างศูนย์ฯ นี้มาให้พวกเรา และหนูก็คิดว่าอาจจะมีเด็ก ๆ อีกหลายคนที่จะเข้ามาอยู่ตรงนี้เหมือนกับหนู ตอนแรกคิดว่าหนูโชคร้ายที่เกิดมายากจน แต่ตอนนี้คิดใหม่แล้วค่ะ เพราะว่าในความโชคร้ายมีความโชคดีอยู่เสมอ เพราะว่าได้เข้ามาอยู่ในโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ
– และวันนั้นได้นำน้ำผึ้งชันโรงไปจำหน่ายในงานที่เมืองทองธานี (งานเฉลิมพระเกียรติ “นิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ระหว่างวันที่ ๒๙ – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗) และตอนนี้ได้นำน้ำผึ้งจากชาวเกษตรผลไม้ เงาะ ทุเรียน ไป Go Inter ให้ชาวญี่ปุ่นได้ลองทานแล้วด้วยค่ะ คือมีชาวญี่ปุ่นรับซื้อไปทั้งหมดเลย และนี่ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ จนนำไปสู่การเป็น “เกษตรกรรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นการลดค่านิยมเก่า ๆ ที่ว่า ไม่มีใครต้องการทำการเกษตร

จะเห็นได้ว่า นอกจากที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์และความรู้จากการเข้ารับอบรมในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง ๖ แห่งแล้ว ยังเกิดความสุขความอิ่มเอมใจว่า เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ ความทุกข์สุขของประชาชนในถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ได้หยิบยกมาให้ได้รับทราบถึงผลจากการทรงงานของพระองค์ ที่ได้ทรงตรากตรำและสามารถส่งผ่านไปถึงประชาชนที่เห็นได้อย่างชัดเจน

 

Print

เรียบเรียงโดย : นางสาวมานิกา ณ กาฬสินธุ์
กองติดตามประเมินผล