เศรษฐกิจพอเพียง : เรื่อง ราวบนลายผ้าของผู้หญิงบ้านท่าเรือ

3-58-9_001

งานทอผ้า เป็นงานของผู้หญิงมานานนับนาน ทอเพื่อใช้ตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้าซิ่น กางเกง ผ้าห่ม และผ้าใช้ในครัวเรือน ในสังคมดั้งเดิมต้องปลูกฝ้ายหรือปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอง กว่าจะได้ผ้าสักผืนต้องใช้ความอุตสาหะ ความเพียร มิใช่เรื่องสะดวกสบายเยี่ยงปัจจุบันนี้ ผู้ใช้จึงใช้อย่างทะนุถนอม เนื่องจากต้องทำเอง ประกอบกับเป็นของรักของหวงอีกประการหนึ่ง

แม่สะอาด วะสาร ช่างทอวัย ๗๔ ปี แห่งบ้านท่าเรือ ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สำนักงาน กปร. เล่าให้ฟังว่า

“จำความได้ ตั้งแต่ ๗ ปี ก็ช่วยยายเก็บหม่อน เช้าเก็บ แลงก็เก็บอีก ตา ยายพาเลี้ยงไหม จนได้ทอตอนอายุ ๑๕ ปี แรก ๆ ทอผ้าฝ้าย ยายเป็นคนสอน

“ตอนนี้ หลานยายก็ทอได้แล้ว แม่อาดสอนเอง ลูกผู้หญิงทุกคนก็เป็นหมด”

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะเห็นภาพผู้หญิงบ้านท่าเรือนั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนเรือนแทบทุกบ้าน

“แรกๆ ทอไว้ใช้เอง มาทอขายตอนอายุได้ ๒๔ – ๒๕ ปี แต่ก่อนขายได้ผืนละ ๑๐๐ – ๒๐๐ บาท หลัง ๆ มา พระราชินี ท่านรับซื้อ ได้ผืนละ ๓๐๐ บาท”

เรื่องราวที่เล่านั้น นับว่าแม่สะอาดฯ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่แรกเริ่ม กล่าวคือ เมื่อปี ๒๕๑๓ เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดนครพนม ทำให้นาข้าวล่มเสียหาย ภายหลังน้ำลด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรผู้ประสบภัย เพื่อพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค บรรเทาความเดือดร้อน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวบ้านที่มาเฝ้าฯ และมารับพระราชทานสิ่งของ ล้วนแต่นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่และนั่งรอรับเสด็จบนพื้นน้ำแฉะๆ ทรงซักถามราษฎรจนได้ความว่า ราษฎรทอผ้าไหมมัดหมี่ไว้ใช้กันเองในครัวเรือนไม่ได้ทอขายเพราะแม้จะขายก็ได้ราคาถูก ไม่คุ้มกับเวลาและแรงงานในการทอ

3-58-9_003

3-58-9_002

เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ปี ๒๕๔๗ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสเล่าเหตุการณ์พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ความตอนหนึ่งว่า

“…ข้าพเจ้าก็พยายามคิดว่าจะทำ อย่างไรดี ก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ โดยเฉพาะผู้หญิง ใส่ผ้าซิ่นสวยงามแม้ว่าจะดูเก่า คร่ำคร่า แต่ฝีมือทอ แบบที่ทอละเอียด งดงามมาก เป็นศิลปะที่งดงามของพื้นบ้าน ข้าพเจ้าจึงมีความคิดขึ้นมาบ้างว่า ทำไมเราไม่ขอให้เขาทอผ้ามัดหมี่ลายต่าง ๆ ที่เขาใส่ ทำไมไม่ใช้ความงดงามของผ้ามัดหมี่ที่ชาวบ้านใส่มานั่งเฝ้าอยู่กับพื้นให้เป็นประโยชน์ ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ผ้าที่ใส่นี่สวยมาก ทอให้พระราชินีได้ไหม ชาวบ้านก็บอกว่า พระราชินีจะเอาไปทำอะไรเพราะว่าผ้าแบบนี้ ที่คนเขาจะนุ่งจะห่มก็มีแต่คนยากจนเท่านั้น คนใช้ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละเขาใส่กัน พระราชินีจะใส่ไปทำไมข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ถ้าทอให้ พระราชินีจะใส่ตลอด เขาก็ตกลงมีการเข้าชื่อกันว่าใครบ้าง จะรับอาสาทอผ้าไหมมัดหมี่ถวายแบบที่เขาใส่กันลายแปลก ๆ ข้าพเจ้าให้เงินล่วงหน้าไว้กับคนที่จะทอให้ข้าพเจ้าทุกคน…”

ในปี ๒๕๑๙ ช่างทอบ้านท่าเรือ ได้รวมกลุ่มกันและได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการทอผ้าไหมตามโครงการศิลปาชีพฯ โดย “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” แม่สะอาดฯ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า

“ได้เข้าเฝ้าพระราชินี ครั้งแรกปี ๒๕๓๒ ท่านชมว่าผ้าสวยมาก แม่ก็ภูมิใจ ดีใจที่ท่านชอบ”

ทุกวันนี้ แม่สะอาดฯ ยังคงทอผ้า หลังกลับจากการดูแลนาไม่ต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่มทอผ้าบ้านท่าเรือ โดยมีสถานที่ตั้งกลุ่มอยู่ภายในวัดศรีโพธิ์ชัย วัดประจำหมู่บ้าน แม้จะปรับเปลี่ยนมาใช้สีเคมี เพื่อความสะดวกในการผลิตและได้สีที่หลากหลาย ทว่าหากเป็นผ้ายาวไม่เกิน ๒๐ เมตร ยังคงใช้สีธรรมชาติจากเปลือกไม้ เนื่องจากผ้ามีน้ำหนักไม่มากเกินไป หากมีโอกาสไปเยือนบ้านท่าเรือ การสนับสนุนผ้าทอจากกลุ่ม เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากได้ผ้าทอฝีมือดีละเอียด การให้สีสวยงาม ลายผ้าหลากหลายแบบดั้งเดิม เช่น ลายหมี่คั่นและลายลูกแก้วแล้ว ยังเป็นการสืบสานเรื่องราวบนลายผ้าสู่ช่างทอรุ่นใหม่อีกด้วย

Print

เรียบเรียงโดย : กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง

สำนักศึกษาและขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ