ประชาหน้าใส : โครงการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่า

3-58-8_001

โครงการพัฒนาและฟื้นฟูสภาพป่า

พื้นที่โครงการป่ารักน้ำบ้านถ้ำติ้ว ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

3-58-8_002

 “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

จากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศเป็นเวลายาวนานทำให้สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณว่าป่าไม้มากมายได้ถูกทำลายไปโดยฝีมือมนุษย์ ซึ่งสาเหตุการตัดไม้ทำลายป่า เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเห็นแก่ตัว และความยากจนของประชาชน จึงทำให้ประชาชนเหล่านี้ต้องรับจ้างตัดไม้ เลื่อยไม้และเผาถ่าน เพื่อหาเงินและรายได้นำมาเลี้ยงชีพและครอบครัวของตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด ดังนั้น เมื่อป่าหมดสภาพไป นอกจากทำให้เกิดภาวะฝนแล้งปลูกพืชพรรณธัญญาหารไม่ได้ผล สัตว์ป่าเมืองไทยที่เคยมีชุกชุมก็ลดจำนวนน้อยลงและสูญพันธุ์ไปก็มี

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ในขณะที่ทรงสร้างงานด้านศิลปาชีพเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เสริมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ทรงสร้างงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตลอดจนปลูกฝังคุณธรรม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นพร้อมกันไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแหล่งน้ำ เรื่องดิน เพื่อพัฒนาที่ทำกินให้แก่ราษฎร ในปี ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงพระอาจารย์วัน อุตตโม ณ วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม และในปีเดียวกันสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการป่ารักน้ำขึ้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำคำจวง ท้องที่บ้านถ้ำติ้ว ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร (ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการป่ารักน้ำแห่งแรกของประเทศไทย) จึงได้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำแห่งแรกขึ้นที่บ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ ได้พระราชทานเงินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และเงินจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการจัดตั้งกองทุนอาชีพ สำหรับโครงการป่ารักน้ำ และทรงมอบหมายให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์และพันเอกเรวัต บุญทับ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒๓ เตรียมพื้นที่ ๑ ไร่ เพื่อทรงปลูกป่าเป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพราหมณ์มาทำพิธีบวงสรวงประกาศอัญเชิญเทพยดาอารักษ์ เจ้าป่ามาสถิตอยู่ ณ ป่าที่ทรงปลูก เพื่อรวมน้ำใจชาวบ้านและสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่โครงการ ทรงปลูกอย่างถูกวิธีเป็นตัวอย่าง แล้วทรงชวนราษฎรร่วมกันปลูกป่า และพันธุ์ไม้ที่ทรงปลูกเป็นพันธุ์ไม้ที่โตเร็ว พันธุ์ไม้บำรุงดิน และพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ได้แก่ กระถินณรงค์ กระถินยักษ์ ประดู่แดง ประดู่ มะม่วงหิมพานต์ และยูคาลิปตัส เป็นจำนวน ๑๐๐ ต้น ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าไม้อันเป็นต้นน้ำลำธาร และทรงมอบหมายให้ราษฎรดูแลรักษา โดยพระราชทานเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนให้แก่ราษฎรบ้านถ้ำติ้ว เดือนละ ๑,๕๐๐ บาทเป็นเวลา ๓ ปี

“โครงการป่ารักน้ำ” เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์ทรงตรัสว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด น้ำ นอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้ว ยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรม บริเวณของต้นน้ำลำธาร ให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าจะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธารของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

ปัจจุบันพื้นที่ของโครงการป่ารักน้ำแห่งแรกของประเทศไทย อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง พื้นที่เป็นดินทราย จึงไม่สามารถอุ้มน้ำได้เป็นอุปสรรคต่อการทำการเกษตร ทางทิศใต้เป็นภูเขา คือภูผาเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพานมีพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก

3-58-8_003

3-58-8_004

เพื่อให้พื้นที่โครงการป่ารักน้ำแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ มีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ และมีความยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ที่เสื่อมโทรมให้สามารถกลับคืนสู่สภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ช่วยในการเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ รวมทั้งการอนุรักษ์ป่าไม้ที่มีอยู่เดิมเอาไว้ให้ได้โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดความร่วมมือ สร้างความตระหนักในการหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ให้มากขึ้น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่รอบ ๆ โครงการป่ารักน้ำ เพื่อให้ราษฎรที่ยากจนสามารถประกอบอาชีพ เพื่อจะได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไป ไม่บุกรุกทำลายป่า

นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ อดีตผู้ถวายงานด้านการเกษตรในพระองค์ฯ ปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้ว ได้เคยกล่าวไว้เมื่อมีโอกาสกราบรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไป ที่บ้านถ้ำติ้ว ทอดพระเนตรเห็นว่าชาวบ้านยากจนและถางป่ากันมาก เมื่อมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านว่าอยู่กันอย่างไร ทำมาหากินอะไรชาวบ้านก็บอกว่าถางป่า ทีหนึ่งก็ห้าสิบหกสิบไร่ แต่ใช้ทำประโยชน์กันจริง ๆ แค่ห้าไร่สิบไร่ เพราะไม่มีน้ำ พระองค์ก็ทรงสอนชาวบ้านว่าป่านี่เป็นที่เก็บน้ำนะ ถ้าถางป่ามาก ๆ ก็ไม่มีที่เก็บน้ำ แห้งแล้ง พื้นที่ที่ถางต้นไม้ไปมากมายก็ทำไร่ได้นิดเดียว

พระองค์ทรงขอซื้อที่ที่ชาวบ้านถางเพื่อปลูกมันสำปะหลังแล้วทิ้งร้างไป มาทำโครงการป่ารักน้ำ จัดที่ให้ชาวบ้านอยู่ หาอาชีพให้ ชวนให้เขาปลูกและดูแลป่า ทำให้เขาเข้าใจว่าป่าเป็นที่เก็บน้ำ แรก ๆ พื้นที่ไม่กว้าง คนหนึ่งได้ไปสองไร่ ในนั้นจะมีบ้าน มีที่ทำกินให้ปลูกผัก ปลูกไม้ผลแล้วก็เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ เลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารโปรตีน มีส่วนหนึ่งเป็นนารวม นอกนั้นก็ปลูกป่าทั้งหมด ให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลโดยที่ทรงจ้างเป็นรายเดือน จนกระทั่งชาวบ้านตั้งตัวได้มีรายได้จากการประกอบอาชีพ พระองค์ก็ทรงลดความช่วยเหลือจนเขาพึ่งตัวเองได้ โครงการก็ชะลอและหยุดไป แล้วพระองค์ก็ทรงงานอื่น ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือต่อไป

เรียบเรียงโดย : นางสาวจินจะนะ แก้วไทรแย้ม

สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ ๒