บทความพิเศษ : มุมมองของนานาชาติต่อปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3-58-4_001

บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน

ศาสนาเชน มหาวีระเป็นผู้นำทางความคิด ถ้าเราไปอ่านในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าจะเรียกว่าพวกนิครนถ์ ความคิดอันนี้ก็ถูกไปประยุกต์กับความคิดตะวันตกของนักปรัชญาเยอรมนีชื่อว่า อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant, 1724 – 1804) รับกับกระแสความคิดว่าธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงไม่มีสิทธิ์ในการละเมิดธรรมชาติ หรือก่อให้เกิดความเสียหายกับธรรมชาติ แนวคิดลักษณะนี้มีชื่อที่เรียกว่า นิเวศแนวลึก (Deep ecology) กระแสดังกล่าวลดความเข้มข้นลงในปัจจุบัน เนื่องจากว่ามีความเข้มงวดสูง ระยะหลังก็ได้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) คือใช้ประโยชน์จากธรรมชาติได้ แต่ไม่ทำให้ธรรมชาติเสียหาย เพื่อมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว นี่จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่ง ที่จริงยังมีอีกมาก ผมเพียงแต่เลือกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้นเอง ขณะที่ศรีลังกาก็มีกระบวนการ สรรโวทัย ศรมาทาน (Sarvodaya Shramadana) เกิดขึ้นกับการพัฒนาชนบทที่เน้นการพึ่งตัวเองเป็นหลัก ในอินโดนีเซียก็จะมีกระบวนการที่เรียกว่า ปัญจสีลา

3-58-4_002

เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเกิดขึ้น ชาวคริสต์ก็จะมี เศรษฐศาสตร์สังคม (Social economics) ที่เน้นว่า วิชาเศรษฐศาสตร์จะต้องมีเป้าหมายในการช่วยลดหรือแก้ปัญหาในสังคม มิใช่เป็นการสร้างปัญหา แต่ผมอยากจะกล่าวอีกกระแสเดียวที่จะพูดถึงคือ ลัทธิมาส์กซิสม์ใหม่ (Neo-Marxism) เกิดขึ้นในประเทศอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งมีความขัดแย้งในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ระหว่างแรงงานกับนายทุน เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว สิ่งที่ควรจะทำคือคนงานต้องสามัคคีกัน จัดการการผลิตด้วยตัวเอง รวมทั้งแบ่งปันผลผลิตระหว่างกันเพื่อความเป็นธรรม เรียกว่า เศรษฐกิจสมานฉันท์ (Solidarity economy) ทั้งหมดนี้คือแนวคิดทางเลือกในการพัฒนาที่หลากหลายที่มีเป้าหมายร่วมกันคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน เช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการผสมผสานแนวคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วยความไม่ประมาท เป็นผลให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวมีความสุข โดยที่ความสุขที่ดีที่สุด คือประโยชน์สุข นั่นก็คือ พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงรับการเสด็จขึ้นครองราชย์

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

3-58-4_003

ประโยชน์สุข ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เราควรจะย้ำเตือนแต่เราไม่ได้ย้ำคำนี้เท่าที่ควรในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะประโยชน์สุขเป็นเป้าหมายสูงสุดของเศรษฐกิจพอเพียง ถึงแม้ว่าเราดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้นกว่าแต่เดิม แต่ว่าถ้าคนอื่น ๆ ยังมีความทุกข์ เราก็ไม่สามารถจะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ เช่นเดียวกันกับที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภเช่นนี้ว่า “เราจะมีความสุขได้อย่างไร ถ้าประชาชนของเรายังมีความทุกข์” เพราะฉะนั้น ความสุขที่ดีก็คือ ความสุขที่ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ตรงนี้ที่เป็นเรื่องลึกซึ้งไปไกลมาก แล้วก็ไม่มีในการสอนที่ไหนที่ให้เกิดมีความคิดในลักษณะนี้นอกจากในพุทธธรรม โดยที่แนวคิดอื่นๆ ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านแบบนี้ ที่ผมเอาแนวคิดในต่างประเทศทั้งหลายมาเล่าให้ฟังนี้ คือแนวคิดเหล่านั้นได้พัฒนาไปไกลในระดับหนึ่งแต่ว่าไม่ลึกซึ้ง แต่อีกแนวหนึ่ง ที่มีความลึกซึ้งก็คือเรื่อง นิเวศแนวลึก (Deep ecology) แต่แนวคิดดังกล่าวมิได้อธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการมีชีวิตของมนุษย์เท่าใดนัก ขณะที่เศรษฐกิจพอเพียงจะอธิบายถึงเหตุผลของการมีชีวิตที่ดีด้วย

“เราจะมีความสุขได้อย่างไร ถ้าประชาชนของเรายังมีความทุกข์”

3-58-4_004

สิ่งที่แนวคิดแบบตะวันตกให้ความสนใจกับเศรษฐกิจพอเพียง คือเรื่องการมีภูมิคุ้มกัน ผมเคยคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติที่ได้อธิบายว่า เศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องภูมิคุ้มกัน เรื่องหลายเรื่องไม่ได้พิจารณาให้คนเป็นศูนย์กลางหรือให้ความสำคัญกับการเป็นมนุษย์เท่าที่ควร ถ้าพูดเป็นภาษาฝรั่งอาจจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของข้อเสนอ (Unique contribution) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือถ้าหากเราไปดูข้อเสนอเรื่อง การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development) ของฝรั่งจะไม่มีการพูดถึงเรื่องภูมิคุ้มกันเท่าใดนัก ชาวต่างชาติจึงคิดว่า เรื่องภูมิคุ้มกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ที่ชาวต่างชาติพูดอย่างนี้เพราะว่าความเข้าใจเรื่องพอประมาณ กับความมีเหตุผลยังไม่ลึกซึ้ง ถ้าเราเข้าใจเรื่องพอประมาณและความมีเหตุผลอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าสองเรื่องนี้ลึกซึ้งกว่าการมีภูมิคุ้มกัน ส่วนการมีภูมิคุ้มกันถือได้ว่า เป็นแนวคิดทางเลือกที่มีความสำคัญ เป็นการเริ่มต้นการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ ความพอประมาณเป็นกฎธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับทุกชีวิต คนจะตั้งคำถามว่าพอประมาณอยู่ตรงไหน จะรู้ได้อย่างไร

3-58-4_005

จริง ๆ แล้วความพอประมาณเป็นกฎธรรมชาติที่ควบคุมสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ความพอประมาณจึงเป็นกฎธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่มาก ถ้าเราเอาชีวิตตัวเราเป็นตัวตั้ง ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเราจะรู้ว่าอะไรก็ตามที่มันน้อยเกินไปมันไม่ดีกับชีวิตเรา อะไรที่มากเกินไปมันไม่ดีกับชีวิตเรา เราก็จะเลือกจุดที่ดีที่สุด จริง ๆ แล้วความพอประมาณเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต แต่ปัญหาของเราคือเราไม่ได้เอาชีวิตของเราเป็นตัวตั้ง แต่ปล่อยให้ชีวิตของเราถูกครอบงำด้วยความโลภ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้ว่าจุดที่ดีที่สุดของชีวิตเราในขณะใดขณะหนึ่งอยู่ตรงไหน แล้วจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าความพอประมาณอยู่ตรงไหน อะไรคือความพอประมาณ ผมอยากจะตอบว่า ถ้าคุณเอาชีวิตของคุณเป็นตัวตั้งคุณจะรู้ว่าความพอประมาณอยู่ที่ไหนอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากคุณไม่เอาชีวิตคุณเป็นตัวตั้ง คุณเอาความโลภเป็นตัวตั้ง คุณไม่มีวันจะรู้เลยว่าความพอประมาณอยู่ที่ใด ผมว่าเป็นความลึกซึ้งที่แท้จริง ตลอดจนความยากของเรื่องนี้คือ แม้กระทั่งคนคนเดียวกัน ความพอประมาณก็ยังเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมยกตัวอย่างเสมอคือว่า เวลาเราเป็นคนป่วยโรคหัวใจ เราออกกำลังกายน้อยเกินไปก็ไม่ดี ออกมากไปก็ไม่ดี เช่น ๕ นาทีดีที่สุด พอเราแข็งแรงขึ้น เราต้องขยับเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ในที่สุดไม่ว่าเราจะแข็งแรงแค่ไหน ก็จะมีความจำกัดของจุดที่ดีที่สุดจุดหนึ่ง

เราเอาเรื่องนี้ไปจับได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องที่คนไม่อยากเอามาพูดถึง คือเรื่องเงิน ถ้าเรามีเงินมากเกินไปเราก็มีแนวโน้มจะเริ่มใช้ชีวิตแบบไม่ฉลาด คือ ทำชีวิตให้ดูน่ารังเกียจสำหรับผู้อื่นโดยที่ไม่จำเป็น เป็นข่าวใหญ่ในสังคมตลอดอย่างที่เราเห็นกันอยู่ แต่คนก็ยังทำอยู่ ทั้งที่เป็นเรื่องที่น่าตำหนิ เรื่องน่ารังเกียจ และเรื่องโง่เขลา แต่ถ้ามีเงินไม่พอชีวิตก็ฝืดเคืองเดือดร้อน ฉะนั้นหลักความพอประมาณเป็นหลักที่มีความสำคัญมากและลึกซึ้งมาก คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจถ่องแท้นัก

3-58-4_006

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องความมีเหตุผล เมื่อก่อนจะแปลว่า Reasonableness บ้างแต่ก็ไม่ตรงความหมายอย่างที่พระองค์ทรงตั้งพระทัย เพราะว่าจริง ๆ แล้ว “ความมีเหตุผลมีความหมายมาจากคำว่า เหตุ ปัจจัย และผล คือว่าเราอยากได้ผลที่ดี เราก็ต้องสร้างเหตุให้ดี สร้างปัจจัยที่ดี” เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีทั้งเหตุ ปัจจัย และผลที่เกิดจากเหตุและปัจจัยดังกล่าวก็คือความหมายของคำว่าความมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเริ่มจากการมีกุศลจิต ทำให้คิดแต่ในสิ่งที่ดี สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ กุศลกรรม คือการกระทำที่ดี อันนี้คือเหตุ แล้วก็ต้องมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มาคอยสนับสนุนให้เกิด ถ้ามีทั้งเหตุที่ดีและปัจจัยที่ดี ผลที่เกิดตามมาจะต้องดีอย่างแน่นอนนั่นก็คือจะเป็นกุศลบุญ คือเป็นสิ่งที่ดีเกิดขึ้นในที่สุด เพราะฉะนั้นทั้งเหตุและผลที่ตรงกับภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Causal relationship ถ้าหากอยากได้ผลดีต้องสร้างเหตุและปัจจัยที่ดีเสมอ ที่เอามาพูดทั้งหมด เพื่อจะชี้ให้เห็นเศรษฐกิจพอเพียงไปไกลไปลึกซึ้งกว่าของต่างประเทศมาก แล้วก็ไปถึงขั้นที่จะช่วยพัฒนาจิตมนุษย์ที่หยาบให้เป็นจิตที่ละเอียดเพิ่มขึ้น ๆ ได้ด้วย

ผมคิดว่าเราอยู่ในประเทศไทย แล้วเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราเหมือนใกล้เกลือกินด่าง ก็คือท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่รู้ความหมายจริง ๆ หลักปฏิบัติจริง ๆ การที่จะทำตามเกณฑ์ทั้งหมดให้ได้ดี ก็ต้องมีความรู้ สติปัญญา และคุณธรรม เข้าใจความหมายคำว่าพอประมาณ ความมีเหตุผลต่าง ๆ ในที่สุดก็ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสุข ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไปตลอดเวลา และจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรสร้างประโยชน์สุข เพราะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสัตว์ผู้ยากไร้อื่น ๆ ด้วย

การเรียงระดับโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ถ้าประเทศยิ่งอยู่ในระดับสูงยิ่งโกงมาก

ผมเคยบรรยายเรื่องนี้ให้เพื่อนอาจารย์ชาวต่างประเทศ เพื่อนเหล่านั้นก็บอกผมว่า สิ่งที่คุณพูดเป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่คุณช่วยทำให้เห็นได้หรือไม่ว่ามันเกิดขึ้นจริงในประเทศของคุณ ในทางตรงกันข้ามทำไมชาวต่างชาติถึงให้ความสนใจกับเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติที่มีกำเนิดมาจากประเทศภูฏาน ทั้ง ๆ ที่ประเทศภูฏานเป็นประเทศเล็ก ๆ พลเมืองไม่ถึงล้านคน แต่ทำไมมีชาวต่างชาติเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษมาเผยแพร่ในเรื่องนี้มากมาย ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้เห็น คือถ้าเราอธิบายถึงเรื่องนี้แล้วเราต้องปฏิบัติด้วย ผลของการปฏิบัติมีความสำคัญยิ่งกว่า ถ้าเราเพียงแต่พูดแล้วเราไม่ปฏิบัติ ลักษณะนี้ก็ไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรามีสิ่งดี ๆ มีความรู้ที่ดี แต่ว่าเราไม่นำไปปฏิบัติ แต่เรากลับทำในสิ่งตรงกันข้าม

3-58-4_007

เพราะเหตุว่าที่ผ่านมา เราได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชัน หรือภาษาโบราณเรียกว่า ฉ้อราษฎร์บังหลวง อยู่ในระดับสูง การเรียงระดับโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ถ้าประเทศยิ่งอยู่ในระดับสูงยิ่งโกงมาก ผมเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้เมื่อสิบปีที่แล้วประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๗๐ กว่า เดี๋ยวนี้ (๒๕๕๖) ตกอันดับอยู่ที่ ๑๐๘ อันนี้ไม่ใช่ต่างประเทศโมเม เพราะว่าเราก็ได้ยินข่าวเปิดโปงเรื่องคอร์รัปชันที่นั่นที่นี่กันตลอดเวลา ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราต้องนำไปใคร่ครวญ

3-58-4_008

ผมอยากจะกล่าวเป็นการสรุปการบรรยายในครั้งนี้ว่า จริงๆ แล้ว ถ้าเราอยากจะให้เศรษฐกิจพอเพียงของไทยดังไปทั่วโลก ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่กี่คนที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างผม จะไปเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษแล้วให้ชาวต่างประเทศอ่าน คนในประเทศไทยต้องพยายามทำตัวให้เป็นตัวอย่าง แล้วทำให้ต่างประเทศเห็นจริง ๆ ว่าเศรษฐกิจพอเพียงดีจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความร่มเย็นเป็นสุข เมื่อปฏิบัติในลักษณะนี้ย่อมเป็นแนวทางไม่ให้คนไทยขัดแย้งกัน ทะเลาะฆ่าฟันกันอย่างที่ผ่านมาในอดีต เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำกันอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอให้พวกเราร่วมตั้งจิตอธิษฐานระลึกร่วมกันว่าถ้าเราเคารพรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราจริง ๆ การที่ใส่เสื้อเหลืองแล้วกล่าวคำ “ทรงพระเจริญ” ก็เป็นสิ่งที่ดีในเบื้องต้น

แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการปฏิบัติบูชา คือการที่เราใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพวกเราไว้ ตรงนี้เป็นการให้ความเคารพรักกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดีที่สุด ขอบคุณครับ

Print

บรรยายโดย : ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน

เรียบเรียงโดย : นางสาวมทิรา ภัคทิพวดี สำนักประชาสัมพันธ์