ประโยชน์สุขสู่ปวงประชา : ฟื้นคืนป่าแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

3-58-5_001

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยถึงการจัดการระบบนิเวศต้นน้ำบนยอดดอยสูงชัน และการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม การหาหนทางและเครื่องมือ ที่จะเอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนบนยอดดอย จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ราษฎร และระบบนิเวศพื้นที่สูงความว่า

“จะทำอย่างไร ให้ราษฎรสามารถดำรงชีพในพื้นที่ทำกินเดิมอย่างมีความสุข มีอาหารเพียงพอบริโภคทั้งปี ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในชีวิต และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของชาติไว้”

พระราชดำริดังกล่าว นับเป็นปฐมบทของการดำเนินงานพัฒนาภายใต้ “โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ” ด้วยแนวทางที่มุ่งให้ราษฎรเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการซึมซับความรู้จนเกิดเป็นทักษะในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืน เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ต้นน้ำ และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีจิตสำนึก

 

โครงการสถานีสาธิตและถ่ายทอดการเกษตร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “บ้านแปกแซม

นายโยธิน จันทวี หัวหน้าสถานีฯ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านแปกแซม หมู่ที่ ๖ ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มีข้าราชการผู้ใหญ่จากหลายหน่วยงานเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และถวายรายงาน ทรงพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ซึ่งไหลไปลงลำน้ำแม่แตง แต่ป่าไม้กลับถูกบุกรุกทำลายใช้เป็นที่ทำกิน (ไร่เลื่อนลอย) และมีแนวโน้มว่าจะถูกแผ้วถางไปเรื่อย ๆ สภาพพื้นที่ติดแนวเขตประเทศพม่า ล่อแหลมต่อปัญหายาเสพติดส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้พระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พัฒนาความเป็นอยู่ และบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ และหมู่บ้านใกล้เคียงอีก ๓ หมู่บ้าน ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ให้ราษฎรเดือดร้อน เพื่อให้ราษฎรเป็นผู้ชำนาญการด้านป่าไม้ เกษตรและปศุสัตว์ รวมถึงการอนุรักษ์สภาพป่าและสิ่งแวดล้อม ให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำหรับใช้อุปโภคบริโภคและการเกษตรโดยให้จัดตั้งสถานีสาธิตและถ่ายทอดการเกษตร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมขึ้นบริเวณสวนมันอะลู และได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรและติดตามผลการดำเนินงานโครงการฯ อีก ๓ ครั้ง ในเวลาต่อมา ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๔ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ และครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗

3-58-5_002

ครั้งที่ ๒

3-58-5_003

ครั้งที่ ๓

3-58-5_004

ครั้งที่ ๔

ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน

3-58-5_005

3-58-5_006

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สภาพป่าไม้ที่มีสภาพเสื่อมโทรมได้รับการฟื้นฟูจากการปลูกและบำรุงรักษาไปแล้วจำนวน ๙,๙๓๕ ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๑.๒๗% ของพื้นที่โครงการฯ ทำให้สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา สภาพอากาศมีความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น ปริมาณและคุณภาพของน้ำในลำห้วยดีขึ้นตามลำดับ สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น มีการชะล้างพังทลายน้อยกว่าเดิม ปัญหาด้านการจุดไฟเผาป่าในฤดูแล้งลดลง ส่งผลให้มลภาวะทางอากาศลดลงไปด้วย ราษฎรในพื้นที่มีจิตสำนึกรักและหวงแหน เห็นคุณค่าและตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในด้านการช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้เป็นอย่างดี

3-58-5_009

3-58-5_008

3-58-5_007

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ราษฎรมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้จากการรับจ้างเป็นแรงงานในโครงการฯ นอกเหนือจากการประกอบอาชีพเดิม ได้แก่ การทำการเกษตรกรรม ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร ปศุสัตว์ ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องเหมาะสมกับพื้นที่ อีกทั้งบางครัวเรือนประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร ได้แก่ การทอผ้า ประดิษฐ์ของที่ระลึก เป็นต้น ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนประมาณ ๕,๐๐๐ – ๕,๕๐๐ บาท สุขอนามัยดีขึ้น เช่น การแต่งกาย ห้องน้ำ-สุขา ภาชนะใส่ขยะ สุขภาพพลานามัยสภาพความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น

3-58-5_010

3-58-5_011

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และราษฎรในพื้นที่ ทำให้สามารถดำเนินงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการสนับสนุนการดำเนินงานในด้านการเกษตร ปศุสัตว์ หรือนอกภาคการเกษตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ถังเก็บน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ ถนน พลังงานไฟฟ้าจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

3-58-5_012

ด้านความมั่นคง

เนื่องจากที่ตั้งโครงการอยู่ติดแนวเขตบริเวณชายแดนไทย-พม่า ราษฎรเป็นชาวไทยภูเขา (ลีซอ) จึงมีความจำเป็นต้องมีการใช้กลยุทธ์ในการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาในด้านความคิด อุดมการณ์ ทัศนคติ เพื่อปลูกจิตสำนึกความเป็นไทย มีความรักหวงแหนในผืนแผ่นดินไทยช่วยกันปกป้องรักษาอธิปไตย มีความเป็นอยู่อย่างสงบสุข และสันติ ปัจจุบันอำเภอเวียงแหงได้คัดเลือกบ้านแปกแซมเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนมีความเข้มแข็งปราศจากยาเสพติด (ยาบ้า) เป็นยามชายแดนให้แก่ราชการได้อีกทางหนึ่ง

3-58-5_015

3-58-5_014

3-58-5_013

ด้านการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

พื้นที่โครงการฯ มีศักยภาพสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ และวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ซึ่งประชาชนทั่วไปได้ไปท่องเที่ยวและสัมผัสกับบรรยากาศและทิวทัศน์ที่สวยงาม ปัจจุบันโครงการฯ มีบ้านพักและ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับรับรองนักท่องเที่ยว รวมถึงเป็นที่ทัศนศึกษาดูงานกิจกรรมดำเนินงานตามแนวพระราชดำริสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

จากห้วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มโครงการฯ จนถึงปัจจุบัน ๑๕ ปี โครงการฯ ได้ดำเนินงานพัฒนาโดยน้อมนำแนวทางการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ มาเป็นหลักในการปฏิบัติสู่ราษฎรในชุมชน และคาดว่าในระยะจากนี้อีกไม่นาน ชุมชนที่นี่จะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวของตนเองต่อไป

 

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย

นายอริยะ เชื้อชม หัวหน้าสถานีฯ

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านปางขอน จัดตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๕ เพื่อแก้ปัญหาด้านทรัพยากรป่าไม้และความมั่นคงด้านมนุษย์ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ มีพื้นที่ทั้งหมด ๑๗,๕๐๐ ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ลาวฝั่งซ้ายและป่าแม่กกฝั่งขวาท้องที่ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

เดิมก่อนปี ๒๕๔๕ ราษฎรมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกท้อ บ๊วย มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ข้าวโพด รายได้ต่อไร่ต่อปีเฉลี่ยไม่ถึง ๓,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ บาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว จึงมีการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ เพื่อขยายพื้นที่ทำกิน หลังจากปี ๒๕๔๕ ราษฎรเปลี่ยนพืชที่ปลูกในพื้นที่เดิมเป็นกาแฟอาราบีก้าเป็นอาชีพหลัก และได้ทำการเกษตรแบบอนุรักษ์ดินและน้ำในรูปแบบวนเกษตร โดยปลูกกาแฟอาราบีก้า ร่วมกับไม้ยืนต้น ทำให้ราษฎรมีรายได้ต่อไร่มากขึ้น สามารถเลี้ยงครอบครัวได้และมีเงินเก็บสะสม ไม่มีการบุกรุกทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำกิน ระบบนิเวศได้รับการฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยราษฎรเป็นผู้อนุรักษ์และปกป้องดูแลป่า

3-58-5_016

3-58-5_017

ปัจจุบันปี ๒๕๕๗ ราษฎรมีรายได้จากการขายกาแฟรวม ๒๖,๗๘๘,๑๐๐ บาท และมีรายได้เฉลี่ย ๑๙๕,๕๓๓.๕๘ บาท ต่อไร่ต่อปี และรายได้จากแหล่งอื่น ๆ อีก จำนวน ๓,๔๘๖,๐๐๐ บาท รวมปี ๒๕๕๗ ราษฎรมีรายได้รวมทั้งสิ้น ๓๐,๒๗๔,๑๐๐บาท เฉลี่ย ๑๙๙,๑๗๑.๗๑ บาทต่อครัวเรือนต่อปี

3-58-5_018

3-58-5_019

 

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน

นายปัญญา เนื่องจากจ้อย หัวหน้าสถานีฯ

สืบเนื่องจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบริเวณภูพยัคฆ์ บ้านน้ำรีพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง

เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๖ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ขึ้น เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธารในพื้นที่ ช่วยให้ราษฎรในพื้นที่มีงานทำ ก่อให้เกิดรายได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม และเกิดผลผลิตสูงสุด เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่ ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรสู่ราษฎรเป้าหมาย รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าบริเวณภูพยัคฆ์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของราษฎร ดังแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ในการปฏิบัติงานในพื้นที่ “คนอยู่ร่วมกันกับป่าอย่างยั่งยืน”

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การปฏิบัติงานได้มีการบูรณาการของหน่วยงานร่วม อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดน่าน ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ กรมชลประทานและทหารบก จังหวัดน่าน ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับราษฎรในพื้นที่เพิ่มมากมาย ป่าธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนี้

๑. การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธาร ดำเนินการฟื้นฟูและบำรุงรักษาไปแล้วประมาณ ๘๕% ของพื้นที่ เป้าหมาย คือ ดำเนินการแล้วประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่ จากพื้นที่เป้าหมายประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ โดยมีองค์กรที่สนับสนุนงบประมาณดำเนินการ คือ สำนักงาน กปร. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และยุทธศาสตร์ จังหวัดน่าน ผลลัพธ์ที่ตามมาทางอ้อมที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เกิดความชุ่มชื้นของดินและบรรยากาศ ลำห้วยลำธารในพื้นที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีคุณภาพดี

๒. การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมและเกิดผลผลิตสูงสุด ดินดี มีการปรับเปลี่ยนจากนาไหล่เขาไปเป็นนาขั้นบันได เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้พอกิน ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวจากเดิม ข้าวที่ทำจากนาไหล่เขาได้ ๒๐ – ๓๐ ถังต่อไร่ ไปเป็นข้าวที่ได้จากนาขั้นบันไดจะได้ข้าว ๔๐ – ๕๐ ถังต่อไร่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ โดยสำนักงาน กปร. กรมพัฒนาที่ดิน ยุทธศาสตร์จังหวัดน่าน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนนาไหล่เขาไปเป็นนาขั้นบันไดแล้วประมาณ ๓๘๗ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา

๓. ราษฎรมีงานทำก่อให้เกิดรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรในพื้นที่มีข้าวที่พอกินจากนาขั้นบันไดมีอาชีพเสริมจากการปลูกพืชเกษตร อาทิ หม่อนผลสดและกาแฟ สามารถทำรายได้เสริมที่ดีจากการขายผลผลิตจากหม่อนผลสดและกาแฟ ซึ่งพบว่าได้รับความนิยมและมียอดขายเพิ่มมากขึ้นในทุกปี และจากตัวชี้วัดด้านรายได้ประชากรต่อหัวของราษฎรบ้านน้ำรีพัฒนา จะมีรายได้ผ่านเกณฑ์เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒๓,๐๐๐ บาทต่อปี ในปี ๒๕๕๐มีจำนวนร้อยละ ๔๑.๗๙ และต่อมาในปี ๒๕๕๔ มีจำนวนร้อยละ ๑๐๐ (ที่มา : ระบบศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการบริหารจัดเก็บและใช้ประโยชน์ กรมพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย, ๒๕๕๖) และจากการสำรวจรายได้ต่อหัวพบว่าในปี ๒๕๕๔ มีรายได้เฉลี่ย ๒๙,๗๕๐ บาท ต่อมาในปี ๒๕๕๖ มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๓๕,๑๓๘ บาท (ที่มา : สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดน่าน, ๒๕๕๖)

๔. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ราษฎรในชุมชนบ้านน้ำรีพัฒนา ได้จัดตั้งองค์กรขึ้นมาร่วมดูแลรักษาป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดูแลป้องกันรักษาพื้นที่ป่าของหมู่บ้าน โดยมีการแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการและสมาชิกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นราษฎรในหมู่บ้าน และใช้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

จากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทำให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่และฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อราษฎรและสภาพแวดล้อมในพื้นที่สมกับพระราชดำริที่ทรงให้ไว้เป็นแนวทางการ ดำเนินงานของโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริคือ

“คนอยู่ร่วมกันกับป่าได้โดยไม่ต้องทำลายซึ่งกันและกัน”

 

Print

เรียบเรียงโดย : นางสาวกาญจนา กำเนิดพันธ์

สำนักติดตามประเมินผล