บทความเฉลิมพระเกียรติ ๙๐๕ : ดั่งดวงแก้วแห่งสยาม

3-58-3_001

ตอนที่ ๓

พระปรีชาชาญด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับ “ภาษาศาสตร์” เป็นอย่างมาก ด้วยทรงเห็นว่าการเรียนภาษาต่าง ๆ ทั้งภาษาแม่ของตนและภาษาต่างประเทศ จะเป็นเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอารยธรรมและความสืบเนื่องทางปัญญา เพราะเมื่อเรียนรู้สื่อสารได้มากกว่าภาษาเดียวจะสามารถสื่อสารระหว่างภาษาได้ เกิดการแปลเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเหตุให้เข้าถึง เข้าใจ วัฒนธรรมของกันและกัน เข้ามารวมกันได้ด้วยการสื่อสารทางภาษา ดังพระราชดำรัสในการปาฐกถา เรื่องการศึกษากับการพัฒนาประเทศ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ความตอนหนึ่งว่า

“…การเรียนรู้ภาษาให้ดีทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศจะเป็นโอกาสให้นักเรียนหาข้อมูลได้กว้างขวาง…”

3-58-3_002

ทรงฝึกฝนจนเป็นเลิศหลายภาษา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นต้นแบบของนักเรียนผู้ใฝ่ศึกษาทั้งปวง โดยทรงศึกษาทั้ง “ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศหลายภาษา” ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาเขมร และภาษาเยอรมันนอกจากนี้ ยังทรงศึกษาภาษาโบราณ ได้แก่ ภาษาละติน ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทรงศึกษาค้นคว้าเรื่องราว และวิทยาการต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ดังนี้

3-58-3_003

ภาษาไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดวิชาภาษาไทย ดังที่ทรงเล่าพระราชทานไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่องสมเด็จแม่กับการศึกษาความว่า

“…ข้าพเจ้าเป็นคนชอบภาษาไทย อ่านหนังสือไทยได้ค่อนขางเร็ว การจากโรงเรียนไปนาน ๗ เดือน จึงไม่มีปัญหาข้าพเจ้ายังเรียนภาษาไทยได้ดี…”

เมื่อทรงศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ทรงได้รับการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์กำชัย ทองหล่อ มากที่สุด จึงทรงเชี่ยวชาญทั้งหลักภาษาวรรณคดีไทย การแต่งคำประพันธ์เกี่ยวข้องกับศิลปะด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม การขับร้อง ดนตรี และนาฏศิลป์ไทย เมื่อทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ทรงเลือกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก วิชาภาษาไทย วิชาภาษาบาลี และวิชาสันสกฤตเป็นวิชาโท สำหรับวิชาภาษาไทยชั้นสูงนี้ ทรงศึกษาละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งด้านภาษาและวรรณคดี เช่น การอ่านศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหง มหาชาติคำหลวง และปฐมสมโพธิกถา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการถ่ายทอดความรู้ทั้งการพูด และการเขียนมีเนื้อหาสาระ และวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ สอดแทรกพระอารมณ์ขัน และทรงใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี 

3-58-3_004

ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต

ศาสตราจารย์วิสุทธ์ บุษยกุล กล่าวถึงเหตุที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยภาษาบาลีตั้งแต่พระเยาว์ว่า

“…ไม่สามารถเข้าพระทัยบทสวดมนต์ที่เป็นภาษาบาลีที่ทรงได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ ทำให้มีพระราชประสงค์ที่จะทรงศึกษาตั้งแต่ครั้งนั้น แต่มีโอกาสจริง ๆ ก็เมื่อทรงเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีครูกำชัย ทองหล่อ เป็นพระอาจารย์ถวายการสอนภาษาบาลีเป็นคนแรก รับสั่งว่า สนพระทัยวิชานี้มาก สามารถจำแนกการแจกวิภัตติเบื้องต้นที่สำคัญได้แทบทั้งหมด และเข้าพระทัยโครงสร้างและลักษณะทั่วไปของภาษาบาลีมาตั้งแต่ครั้งนั้น…”

นอกจากนี้ ได้มีพระราชดำรัสความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทรงศึกษาภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต เพราะนอกจากจะเป็นต้นตอของภาษาไทยและภาษาอื่นจำนวนมากแล้ว ไวยากรณ์ของภาษายังช่วยฝึกสมองอีกด้วย ดังนั้น เมื่อทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ทรงเลือกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก วิชาภาษาไทย วิชาภาษาบาลี และวิชาภาษาสันสกฤตเป็นวิชาโท ในส่วนของภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตนั้นทรงศึกษาไวยากรณ์พื้นฐานไปจนถึงขั้นสูงและทรงอ่านวรรณคดีพุทธศาสนา วรรณคดีสันสกฤต ทรงศึกษาทั้งวิธีการแบบดั้งเดิมของไทย คือแบบที่เล่าเรียนกันในพระอารามต่าง ๆ และแบบภาษาศาสตร์ซึ่งเป็นวิธีการตะวันตก และมีพระราชดำรัสถึงวิธีการและประโยชน์ของการศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤต ความว่า

“…การเรียนภาษาบาลีสันสกฤตนั้น เราไม่ได้เรียนแต่ตัวอักษรอย่างเดียว เราเรียนเนื้อหาด้วย เรียนภาษาบาลีก็ได้เรียนรู้เรื่องราวแนวคิดทางพุทธศาสนา สันสกฤตก็ได้เรียนเรื่องวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาสันสกฤต มีเนื้อหาต่าง ๆ กัน ได้ความรู้ หลักปรัชญา สังคม การเมือง กฎหมาย ศิลปะ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ของสมัยนั้น บางทีก็ทำให้รู้ว่า แนวคิดบางอย่างที่ถือว่าเป็นสมัยใหม่นั้นที่จริงได้มีมาแล้วและเขาเลิกไปแล้ว ประโยชน์สำคัญอีกประการที่ได้จากการเรียนภาษาบาลีและสันสกฤตคือ ได้พบปะเสวนากับครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทรงคุณธรรม เป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพ ท่านเหล่านี้นอกจากจะสอนวิชาการแล้ว ยังชี้ทางชีวิตที่ถูกต้อง เช่น เรื่องความซื่อตรง เรื่องความเมตตาเป็นต้น ถือเป็นมงคลอันอุดมในการได้เสวนากับบัณฑิต…”

 

3-58-3_005

ภาษาอังกฤษ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงความสนพระทัยวิชาภาษาอังกฤษสมัยทรงพระเยาว์ไว้ว่า

“ตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของทูลกระหม่อมพ่อ เรื่อง ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ แล้วสมเด็จแม่ก็ค่อยๆ เริ่มสอนศัพท์อังกฤษให้ท่องให้อ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย…”

เมื่อทรงศึกษาในโรงเรียนจิตรลดา ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีภาษาอังกฤษ เรื่อง My friend… Fish” และได้ทรงพระราชนิพนธ์เรียงความภาษาอังกฤษไว้ ๖ เรื่อง อันแสดงถึงพระจินตนาการ พระอารมณ์ขัน และความละเอียดในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยเสริมทักษะภาษาอังกฤษให้แก่พระองค์ คือ รายการวิทยุ ดังที่ทรงเล่าว่า

“วิทยุบีบีซีมีประโยชน์แก่ข้าพเจ้าในเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษ แต่แรกข้าพเจ้าฟังไม่ออก และก็พูดไม่ค่อยได้ เพราะอยู่เมืองไทยใช้ภาษาอังกฤษน้อย นอกจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ต้องอ่านทุกวันอยู่เสมอ ผู้ใหญ่บางคนแนะนำว่าอ่านหนังสือมาก ๆจะช่วยให้พูด ฟัง และเขียนดีขึ้น ในกรณีของข้าพเจ้าไม่ช่วยเลย ทดลองฟังเทปก็ไม่สำเร็จ เพราะเทปสอนภาษาเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง อาจารย์นิออนแนะให้ฟังวิทยุ สักพักหนึ่งข้าพเจ้าก็ฟังออก พูดกับเขียนยังขึ้นอยู่กับการฝึกหัดต่างหาก…”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแปลหนังสือภาษาอังกฤษและบทความภาษาอังกฤษ เผยแพร่ในหนังสือและวารสารต่าง ๆ หลายครั้ง โดยจะทรงใช้พระนามแฝงว่า “บันดาล” นอกจากนี้ ในการเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศ ได้ทรงปาฐกถาภาษาอังกฤษ และพระราชทานพระราชดำรัสเป็นภาษาอังกฤษ โดยทรงถ่ายทอดสิ่งที่ทรงเรียนรู้เป็นภาษาอังกฤษที่ง่ายต่อการเข้าใจให้แก่ผู้ฟังเสมอ สมดังพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ในหนังสือ “มณีพลอยร้อยแสง” ความตอนหนึ่งว่า

“…ถ้าเรารู้ภาษา รู้จักการใช้ภาษาที่ดี ก็จะสามารถเอาความรู้ของตนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ หรือโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้อื่นคล้อยตามความคิดของตนได้…”

 

ภาษาละตินและภาษาฝรั่งเศส

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงความสนพระทัยภาษาฝรั่งเศส ไว้ในคำนำหนังสือ ความคิดคำนึงความตอนหนึ่งว่า

“…เมื่ออายุประมาณ ๑๑ ปี ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่อยากเรียนเปียโน ซึ่งเรียนมาหลายปีแล้ว ที่จริงเพราะขี้เกียจซ้อม และกราบบังคมทูลว่า ตนเองไม่ถนัด อยากลองทำอย่างอื่น คือ อยากเรียนภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากมีหนังสือภาษาฝรั่งเศสในตู้หลายเล่ม ถ้าอ่านได้ก็จะดี ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลิกเรียนเปียโนได้ แต่ต้องเรียนภาษาละตินก่อนปีหนึ่งแล้วจึงเรียนภาษาฝรั่งเศส…”

พระอาจารย์พิเศษที่ถวายการสอนภาษาฝรั่งเศส คือ ศาสตราจารย์ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร ได้ถวายการสอนประมาณปีเศษจนเข้าพระทัยดี จึงทรงศึกษาภาษาฝรั่งเศส ทั้งภาษา วรรณคดี และประวัติศาสตร์กับมาดามบาแบง จากสมาคมฝรั่งเศส ซึ่งมาดามบาแบง ให้พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ความเรียง และกวีนิพนธ์แบบต่าง ๆ ตามแบบแผนการประพันธ์ของกวีและนักประพันธ์ฝรั่งเศส แต่เนื้อหาจะเป็นเรื่องใดก็ได้ตามพระทัย โดยทรงหัดประพันธ์บทกวีภาษาฝรั่งเศสในปี ๒๕๑๔ ขณะทรงศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ บทแรกคือเรื่อง แมงมุม

บทกวีภาษาฝรั่งเศส ได้พระราชนิพนธ์ขึ้น จำนวนทั้งสิ้น ๒๓ บทและได้ทรงแปลเป็นภาษาไทยด้วยพระองค์เอง ๑๔ บท ได้แก่ แมงมุม, รุ่งอรุณ, ดอกไม้ดิน, เงาลึกลับ, ลำนำหญ้า, นกฮูก, ความไม่รู้, พระจันทร์, การกลับมา, กาลเวลาที่ผ่านเลย, เพลงจากใจ, เพื่อผู้อ่าน, ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว, เดินตามรอยเท้าพ่อ, และแสงอาทิตย์อันแจ่มใส นอกจากนี้ยังทรงแปลเรื่อง ขบวนการนกกางเขน จากวรรณกรรมฝรั่งเศส และเมื่อทรงศึกษาภาษาจีน และบทกวีจีน พระอาจารย์ภาษาจีนให้พระองค์ทรงทำการบ้านแปลบทกวีจีนเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศส แล้วแต่พื้นความรู้ภาษาต่างประเทศของพระอาจารย์ ในการแปลบทกวีจีน พระองค์ทรงแปลเป็นภาษาไทยด้วย แล้วลอกใส่ไว้ในสมุดจดการเรียน นอกจากนี้ ในการเสด็จฯ เยือนประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ จะมีพระราชดำรัสเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งกล่าวได้ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถในการใช้ภาษาฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดี

 

ภาษาเขมร

ภาษาเขมรเป็นภาษาตะวันออกอีกภาษาหนึ่งที่ทรงสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา

ดังที่ทรงเล่าพระราชทานไว้ในคำนำหนังสือ เขมรสามยก ความตอนหนึ่งว่า

“…ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พอรู้แน่ว่าอย่างไรเสียก็คงไม่ได้เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ ก็พยายามหัดเรียนภาษาบาลี อ่านเขียนอักษรขอม ซึ่งไทยเรานำมาใช้เขียนคัมภีร์พุทธศาสนา ทั้งที่เป็นภาษาบาลี และภาษาไทย (ขอมไทย) ในสมัยนั้นผู้ที่จะเรียนภาษาไทยให้กว้างขวางลึกซึ้งจะต้องเรียนทั้งภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร เพื่อให้เข้าใจที่มาของศัพท์ที่นำมาใช้ในภาษาไทย และเข้าใจในแนวคิดที่มีในวรรณคดีไทย…”

ต่อมา ขณะที่ทรงเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ชั้นปีที่สอง ทรงศึกษาเพิ่มเติมภาษาเขมรกับศาสตราจารย์ ดร.อุไรศรี วรศะริน (ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นักอ่านจารึกโบราณชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีทั่วโลก) ได้ถวายการสอนภาษาเขมรปัจจุบัน เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาภาษาเขมรโบราณ และภาษาสันสกฤตในจารึกเขมรโบราณ ช่วงที่ทรงศึกษาเพิ่มเติมภาษาเขมร พระอัจฉริยภาพของพระองค์ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่นักวิชาการด้านการอ่านจารึกโบราณและเขมรศึกษา ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์ทรงศึกษาตัวอักษรเขมร และภาษาเขมรที่ใช้ในจารึกได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำมาก

ศาสตราจารย ์ ดร.อุไรศรีฯ จึงถวายสำเนาจารึกภาษาเขมรโบราณที่พบใหม่จากปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา ให้ทรงลองอ่านและทรงแปลเป็นครั้งแรก ก็ทรงวิเคราะห์ตัวอักษรและภาษาเขมรในจารึก พร้อมทั้งทรงอ่านและทรงแปลความได้ดีและได้ความหมายถูกต้อง และพระราชนิพนธ์ผลงานชิ้นนี้เป็นบทความภาษาไทย ชื่อเรื่องว่าจารึกปราสาทพนมวัน และเป็นบทความภาษาฝรั่งเศสด้วย

ต่อมา ทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก ที่ภาควิชาภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้ทรงศึกษารายวิชาภาษาเขมรและความรู้เกี่ยวกับเขมรหลายวิชา และทรงทำวิทยานิพนธ์เรื่อง จารึกที่พบที่ปราสาทพนมรุ้ง เพื่อทรงเสนอข้อมูล ทางภาษาศาสตร์ สังคมวิทยา ประวัติศาสตร์และศาสนาที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพนมรุ้งสมัยโบราณ

หลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ไม่นาน ก็มีพระราชภารกิจที่สำคัญ คือการสงเคราะห์ชาวเขมรที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ได้ทรงใช้ภาษาเขมรและความรู้เรื่องเขมรที่ทรงศึกษามาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ดังที่ทรงเล่าพระราชทานไว้ในคำนำหนังสือ เขมรสามยก ความตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อเรียนจบมาพอดีได้ทำงานสภากาชาดไทยเรื่องเขมรอพยพ และได้ใช้ภาษาเขมร และความรู้เรื่องเขมรที่เรียนมาให้มีประโยชน์…”

 

ภาษาจีน

“…เรียนภาษาจีนซิ เรียนให้ได้นะ…”

จากพระราชกระแสในสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี ๒๕๒๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงตัดสินพระทัยศึกษาภาษาจีนแทนภาษาเยอรมัน และมีพระราชปรารภ ว่า

“ภาษาจีนนี่ยาก”

เพราะทรงศึกษาเมื่อพระชนมายุ ๒๖ พรรษาแล้ว และมีพระราชภารกิจมาก ทำให้ทรงศึกษาไม่ต่อเนื่อง และจากนี้ยังทรงเรียนบ้างหยุดบ้าง ทรงใช้เวลาศึกษาภาษาจีนเพียงสัปดาห์ละ ๑ วัน ทรงเล่าพระราชทานถึงวิธีเรียนไว้ในคำนำของหนังสือบทพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง หยกใสร่ายคำ ความตอนหนึ่งว่า

“ทรงศึกษาสัปดาห์ละบทหรือสองบท พระอาจารย์จะเล่าประวัติกวี เหตุการณ์สมัยนั้น อธิบายสาระของบทกวี คำยากให้ทรงหัดอ่านและทรงแปล”

ด้วยพระวิริยะและพระปรีชาสามารถพระราชนิพนธ์แปลบทกวีจีน หยกใสร่ายคำ จึงพิมพ์เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ นอกจากนี้ ยังมีรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า

“จะศึกษาประวัติศาสตร์หรือค้นคว้าเรื่องของประเทศใดก็ตามควรจะรู้ภาษาของชาตินั้นด้วย”

ดังนั้น เมื่อทรงรู้ภาษาจีน จึงเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนหลายครั้ง เพราะแต่ละครั้งที่เสด็จฯ ไปก็ทรงได้รับความรู้เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้วยพระปรีชาสามารถด้านภาษาจีน ความสนพระทัยในจีนคดีศึกษา พระราชนิพนธ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับจีน พระราชนิพนธ์ที่แปลเป็นภาษาจีน และความเป็นนักวิชาการใฝ่ศึกษาค้นคว้า กระทรวงศึกษาธิการจีน จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลมิตรภาพภาษาและวัฒนธรรมจีน (The Chinese Language and Cultural Friendship Award) เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๓ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระองค์แรก ขณะเดียวกันชาวจีนก็เรียกขานพระองค์ว่า “ซือหลินทงกงจู่” ซือ = บทกวี   หลิน = หยกสวยงาม   ทง = ปราดเปรื่อง   กงจู่ = เจ้าหญิง

 3-58-3_006

 

 

ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๔ มูลนิธิวรรณกรรมแห่งชาติจีนและสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลวรรณกรรมเพื่อความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประเทศ ณ มหาศาลาประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง ซึ่งรางวัลนี้ตั้งเพื่อมอบให้บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศ เผยแพร่วัฒนธรรมของประชาชาติจีน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีของประชาคมโลกที่มีต่อจีน และกระชับความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างประเทศ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นมิตรชาวจีนคนที่สามที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลวรรณกรรมเพื่อความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประเทศ

ภาษาเยอรมัน

ทรงสนพระทัยภาษาเยอรมันมาตั้งแต่ยังทรงเป็นนักศึกษา เนื่องจากในระยะเริ่มแรก มีพระราชดำริจะเสด็จ ฯ ไปทรงศึกษาต่อทางสายวิชาการเกษตร หรือภูมิศาสตร์การเกษตรที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หลงั จากทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เพราะมีผู้ถวายคำแนะนำว่าหลักสูตรวิชาดังกล่าวที่มหาวิทยาลัยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีชื่อเสียง จึงทรงเริ่มศึกษาภาษาเยอรมันที่ทางสถาบันเกอเธ่จัดถวาย แต่ทรงศึกษาอยู่เพียงระยะสั้นๆ เนื่องจากครูผู้สอนเดินทางกลับประเทศ ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาว่าจะทรงศึกษาต่อในประเทศไทย จึงทรงหยุดเรียนภาษาเยอรมัน

ต่อมา ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมันอย่างจริงจังอีกครั้งเนื่องจากทรงทราบว่า นักวิชาการสายภาษาตะวันออกที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมันและมีการศึกษาวิจัยด้านภาษาและวรรณคดีสันสกฤตอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เพื่อจะได้ทรงอ่านภาษาเยอรมันเกี่ยวกับภาษาสันสกฤตได้ ประกอบกับพระองค์เองมีพระสหายและมีหนังสือภาษาเยอรมันที่มีผู้ส่งมาถวายจำนวนมาก จึงทรงเริ่มตั้งต้นเรียนภาษาเยอรมันอีกครั้งเมื่อปี ๒๕๓๐ โดยใช้เวลาในการเรียนสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง แม้จะไม่ทรงมีเวลาในการเรียนมากนัก แต่ด้วยพระปรีชาสามารถในด้านภาษาและทรงขยันหมั่นเพียรยิ่ง แต่พระองค์ก็ทรงมีความรู้ทางภาษาเยอรมันเป็นอย่างดี ทรงรู้จักวรรณคดีเยอรมันอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ทรงเข้าพระทัยเรื่องประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมเยอรมันอย่างดี ทรงสามารถสนทนาโต้ตอบกับชาวเยอรมันได้บ่อยครั้ง และได้ พระราชทานสัมภาษณ์เป็นภาษาเยอรมัน นับว่าได้ทรงทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีระหว่างประเทศไทย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นอย่างดี

ด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาของพระองค์ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ดังกล่าวข้างต้น จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางด้านภาษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมลายา ประเทศมาเลเซีย มหาวิทยาลัยบักกิ้งแฮม สหราชอาณาจักร เป็นต้น

เทพรัตน์แห่งกวี

นอกจากจะทรงศึกษาด้านภาษาศาสตร์ทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และภาษาโบราณ ดังได้กล่าวมาแล้ว ยังได้ทรง “ศึกษาวรรณคดี” ในภาษาต่าง ๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทรงเป็นนักวิชาการด้านภาษาวรรณคดีที่ได้รับการอบรมมาเต็มที่ ทั้งทางด้านเนื้อหา การค้นคว้า การสร้างสรรค์ความคิด และการนำประยุกต์ใช้ในการต่าง ๆ นำไปสู่พระราชนิพนธ์จำนวนมากทั้งบทพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วและร้อยกรอง มีทั้งหนงัสือ บทความและคำนำ บทกวีและบทเพลง หลากหลายเรื่องหลากหลายรสที่ให้ความรู้ ภูมิปัญญาด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีหลากหลายประเภท เช่น

– ชุดเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ได้แก่ เกล็ดหิมะในสายหมอก ทัศนะจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้

– วิชาการและประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์

– หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน

– หนังสือที่เกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่นสมเด็จแม่กับการศึกษา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระราชกรณียกิจและพระราชจริยาวัตรด้านการศึกษา

– พระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึงเก็จแก้วประกายกวี

– หนังสือทั่วไป เช่น นิทานเรื่องเกาะ (เรื่องนี้ไม่มีคติ) เรื่องของคนแขนหัก เป็นต้น

– พระราชนิพนธ์เพลง บทเพลงที่ดังและนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่เพลงส้มตำ รวมทั้งยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เพลงรัก และเพลงเมนูไข่ ฯลฯ

สำหรับพระนามในการพระราชนิพนธ์เรื่องราวต่าง ๆ นอกจาก “สิรินธร” แล้ว ยังทรงใช้นามปากกา หรือพระนามแฝงที่ทั้งหมด ๔ พระนาม เรียงตามลำดับกาลเวลาที่ใช้และทรงเล่าที่มาของพระนามแฝง ดังนี้

๑. “ก้อนหินและก้อนกรวด” เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย โดย ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง คุณกุณฑิกา ไกรฤกษ์ มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า

“เราตัวโตเลยใช้ว่าก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่า ก้อนกรวด รวมกัน จึงเป็น ก้อนหิน-ก้อนกรวด”

พระนามแฝงนี้ทรงใช้ครั้งเดียวตัวประพันธ์บทความเรื่อง “จากเมืองอิสราเอล”เมื่อปี ๒๕๒๐

๒. “แว่นแก้ว” เป็นชื่อที่ทรงตั้งขึ้นเอง และมีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า

“ชื่อแว่นแก้วนี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็ก ๆ ชื่อลูกแก้ว ตัวเองอยากชื่อแก้ว ทำไมถึงเปลี่ยนไปก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงน้อยใจยา นางเอกชื่อแว่นแก้ว”

พระนามแฝงแว่นแก้วนี้ ทรงเริ่มใช้เมื่อปี ๒๕๒๑ เมื่อทรงพระราชนิพนธ์และทรงแปลเรื่องสำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่น และขบวนการนกกางเขน

๓. “หนูน้อย” มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า

“เรามีชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลยใช้นามแฝงว่าหนูน้อย”

ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเรื่อง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ ๒๕ ปี จิตรลดา เมื่อปี ๒๕๒๓

๔. “บันดาล” มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า

“ใช้ว่าบันดาลเพราะคำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง เลยใช้เป็นนามแฝงไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อนี้เลย”

โดยทรงใช้ในปี ๒๕๒๖ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย ที่ทรงทำให้สำนักเลขาธิการ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ หลังจากนั้นก็ไม่ทรงใช้อีกเลย

พระราชนิพนธ์ทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรองในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีมากกว่า ๒๐๐ เรื่อง และมีอยู่มากที่พิมพ์เผยแพร่หลายครั้ง สำหรับหนังสือที่รวมพระราชนิพนธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองของพระองค์ไว้มากคือ หนังสือ “มณีพลอยร้อยแสง” ซึ่งได้รวบรวมตั้งแต่บทกวีหลายเรื่องหลายรสจนถึงบทกวีร้อยกรองขนาดยาว บทอวยพรวันเกิด วันวิสาขบูชา วันขึ้นปีใหม่ สักวา กลอนสด เพลงสด บทความเกี่ยวกับดนตรี บทความเกี่ยวกับภาษา เรียงความภาษาไทย เรียงความภาษาอังกฤษ คำบรรยายและปาฐกถาทางวิชาการ สารคดี คำนำหนังสือการ์ตูนฝีพระหัตถ์ และหมวดปกิณกะที่มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องพระราชนิพนธ์ต่างๆ สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความเป็นปราชญ์แห่งรัตนโกสินทร์ร่วมสมัย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงเป็น “ดั่งดวงแก้วแห่งสยาม” ที่ประดับแผ่นดินให้งามจรัสด้วยปัญญาสืบไป

Print

เรียบเรียงโดย : นางสุพร ตรีนรินทร์

สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ ๒

เอกสารอ้างอิง

๑. มูลนิธิศาสตราจารย์ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. ๒๕๕๗. ดั่งดวงแก้วส่องสว่างทางสายงาม. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.

๒. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. ๒๕๔๙. เทพรัตนเมธี. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์.

๓. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ. ๒๕๔๗ . เทพรัตน ธ เกริกฟ้า ทั่วหล้าสรรเสริญ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

๔. กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี. พระราชนิพนธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.sirindhorn.net (วันที่ค้นข้อมูล ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘)